RSS

ขออภัยในความไม่สะดวก

เนื่องจาก e-mail สำหรับบล็อกนี้ถูกผู้ไม่ประสงค์ดีประทุษร้าย
ผมจึงขอใช้บล็อกใหม่ ที่ 9mahawed.blogspot
และผมได้ปรับปรุงแก้ไขบทความให้ถูกต้อง พร้อมทั้งเขียนเรื่องใหม่ๆเพิ่มเติม

link : main bord

จึงแจ้งมาเพื่อทราบ

Untitled-6 copy

 

 
8 ความเห็น

Posted by บน พฤษภาคม 22, 2013 in ประกาศ

 

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤษภาคม 12, 2012 in ประกาศ

 

เสน่ห์ยาแฝด ฝังรูปฝังรอย คาถาช้างโขลง

_________ยาแฝด เป็นการทำเสน่ห์อย่างหนึ่งเพื่อให้คนบังเกิดความรักและลุ่มหลงในตัวผู้กระทำ การทำเสน่ห์ทางไสยศาสตร์ของคนโบราณมีหลายวิธี แต่ที่เรียกว่าเสน่ห์ยาแฝดนี้ หมายถึงการทำเสน่ห์โดยทำยาผสมให้กิน เมื่อผู้ใดกินเข้าไปแล้ว ก็จะบังเกิดความรักและโหยหาในตัวผู้กระทำ ถึงกับต้องมาหากันในทันใด คนแต่ก่อนว่าไว้ ใครถูกยาแฝดถึงอยู่ไกลไม่เกินสามวัน ถ้าอยู่ใกล้ไม่เกินชั่วหม้อข้าวเดือด ย่อมทนอยู่มิได้ จะต้องมาหากันเป็นแน่แท้ และเสน่ห์ยาแฝดนี้ยังรวมไปถึงการทำเสน่ห์แบบอื่นๆ ทั้งการฝังรูปฝังรอย 

._________________________________.

คาถาช้างโขลง สำนวนที่ ๑ 
“โอมจิตคิดถึงลำโพง
กูจะเสกให้ช้างกินช้างก็ลืมโขลง
กูจะเสกให้โขลงกินโขลงก็ลืมไพร
(เอ่ยชื่อคนที่เรารัก เป็นผู้ชายก็ อ้าย…. เป็นผู้หญิงก็ อี่…….)
อยู่มิได้ร้องไห้มาหากู โอมสวาหะ”

คาถาช้างโขลง สำนวนที่ ๒ 
“โอมพญาลำโพง ช้างกินลืมโรง
โขลงกินก็ลืมไพร สาวแก่แม่หม้าย
บุรุษผู้ใดกินเข้าไป ให้ร้องไห้มิพักอัดแอ
ลืมพ่อลืมแม่ ปู่เจ้าเขาเขียวปู่เจ้าสมิงไพร
ให้ไว้แก่กู สิทธิสวาหะ”

คาถาช้างโขลง สำนวนที่ ๓ 
“โอม ตบตบ
กูจักตบใส่ช้าง หื้อนอนก็นอน
กูจักตบขอน หื้ออว่ายก็อว่าย
กูจักตบควาย หื้อลงก็ลง
กูจักแปลงฅน หื้อรักก็รัก
กูจักแปลงสัตว์ หื้ออ่อนก็อ่อน
หื่อจื้จื่อเชื่อเจ้าจำควาญ
กูจักข่มหัวมึงกุ้มเช่นยาวชีวัง
โอมสาวหุมติด”

คาถาช้างโขลง สำนวนที่ ๔
“โอมหมากแลง กำปูคำสองก้าน 
กูจักมนต์ใส่ช้าง ก็หื้อหลง 
กูจักมนต์ใส่คน ก็ฮื้ออ่อน
หื้อมึงอ่อนกู เหมือนช้างอ่อนขอ
เหมือนฅออ่อนเหล้า เหมือนข้าวอ่อนในไห
ฮักแต้เนอ นางเนอ เออ เออ 
นางฮัก โอมสวาหุมติด”

คาถาช้างโขลง สำนวนที่ ๕ 
“โอม จำลงมหาจำลง 
จำหลักจำแหล่ง จำตั้งจำแทง 
จำแดงเข้ากอง จำต้องเป่าไฟ 
มาลาจำใจ จำเชือกจำปอ
จำหมอจำควาญ เนอเจ้าเนอ 
เออจำรัก โอมโทรงโทรงฯ” 

._________________________________.

วิธีที่ 1
__________ยาแฝดเป็นความเชื่อโบราณ เมื่อกาลเวลาผ่านไปจึงค่อย ๆ สูญไปทีละน้อย ผู้รู้แต่ก่อนก็มักปกปิดไม่เปิดเผยเพราะเกรงจะมีผู้เอาไปทำแล้วเกิดบาปแก่ตัวเอง แต่จากที่มีบันทึกไว้ในสมุดข่อยตกทอดมาถึงปัจจุบันพบว่า มีวิธีการทำหลายวิธี วิธีหนึ่งคือนำ ลูกสวาดมาล้วงเอาไส้ข้างในออก แล้วให้ผู้กระทำลงไปอาบน้ำในอ่าง ขัดสีร่างกายให้ทั่ว แล้วรอให้น้ำตกตะกอน จากนั้นจึงรินน้ำออกช้อนเอาแต่ตะกอนคราบไคลในตัวมาจำนวนหนึ่งผสมกับชะมด พิมเสนและของหอม ยัดใส่ในลูกสวาดนั้นแล้วปิดผนึกด้วยขี้ผึ้ง แล้วจึงกลืนเข้าไปในท้อง เมื่อจะถ่ายอุจจาระให้คอยดูเมื่อถ่ายออกมาได้แล้วจึงนำลูกสวาดนั้นมาชำระล้างแล้วเอาเผาไฟให้ไหม้ เสกด้วยคาถาแล้วใส่ให้ผู้ที่เราปรารถนากินเข้าไปจะรักเราจนวันตาย ตัวยาที่ใช้ทำยาแฝดมีหลายอย่าง บางตำรับให้ใช้ลูกลำโพงบ้าง หรือไคลกลางใจมือใจเท้าทั้งสองข้าง เลือดจากหน้าอก ไปจนถึงเถ้ากระดูกผีพราย ส่วนผสมเหล่านี้ทำยาแล้วเสกด้วยคาถาเอาใส่ให้กิน เรียกว่ายาแฝด ทำให้ลุ่มหลงมัวเมาอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

วิธีที่ 2
__________อีกวิธีหนึ่ง โบราณว่าให้เอาตะไคร่จากสีมาหน้าพระอุโบสถ ตะไคร่จากเสาตะลุงช้าง (หมายถึงเสาหลักที่เขาผูกช้างเอาไว้เสมอ) และขี้เหงื่อขี้ไคลจากตัวเราที่ขัดตอนอาบน้ำ เอาส่วนผสมเท่า ๆ กันมาผสมเข้าด้วยกัน แล้วใส่ในเมล็ดสวาด เมล็ดสวาดนี้ให้เจาะเป็นรูเล็ก ๆ แล้วล้วงเอาไส้ในออก เมื่อบรรจุเข้าไปแล้วอุดด้วยขี้ผึ้ง จากนั้นให้กลืนเข้าไปในท้อง รอจนถ่ายอุจจาระให้หาดูเพราะเมล็ดสวาทจะไม่ย่อยสลาย จากนั้นเอามาล้างน้ำให้สะอาดแล้วเผาไฟให้เป็นถ่าน บดเป็นผงละเอียด แล้วเสกด้วยมนต์คาถา โอมจิตคิดถึงลำโพง กูจะเสกให้ช้างกินช้างก็ลืมโขลง กูจะเสกให้โขลงกินโขลงก็ลืมไพร (เอ่ยชื่อคนที่เรารัก) อยู่มิได้ร้องไห้มาหากู โอมสวาหะ เสกให้ได้ครบ 3 วันเสาร์แล้วเอาผสมอาหารให้กิน คนผู้นั้นจะรักและหลงอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

ต้นสวาท และ เมล็ดสวาท

วิธีที่ 3
___________ใช้ลูกลำโพงกาสลัก ซึ่งเป็นพืชชนิดหนึ่ง มีเคล็ดว่าเมื่อเด็ดลูกมาแล้วให้รีบหันกลับไปจากที่นั้น ห้ามหันหลังไปดูโดยเด็ดขาด เอาลูกลำโพงมาผสมกับขี้ไคลในตัวเรา เช่น ไคลจากใจมือใจเท้าทั้งสองข้าง ไคลจากที่ลับ เป็นต้น บดผสมกันแล้วเสกด้วยคาถา โอมพญาลำโพง ช้างกินลืมโรง โขลงกินก็ลืมไพร สาวแก่แม่หม้าย บุรุษผู้ใดกินเข้าไป ให้ร้องไห้มิพักอัดแอ ลืมพ่อลืมแม่ ปู่เจ้าเขาเขียวปู่เจ้าสมิงไพร ให้ไว้แก่กู สิทธิสวาหะ แล้วลอบใส่ในอาหารหรือในน้ำให้กิน ตำราว่าใครกินเข้าไปรักเราจนวันตาย ถ้าให้รักทั้งเรือนเอายาใส่ลงในตุ่มน้ำให้กินรักทั้งเรือน ตัวยาที่ใช้มีหลายชนิดที่แตกต่างกันออกไป บางทีให้ใส่เลือดในหัวอกหรือท้องน่องของผู้กระทำลงไปด้วยเล็กน้อย เพื่อเป็นเคล็ดว่าเรารักเขาเสมือนเลือดในหัวอก บางตำราให้ผสมผงกระดูกจากศพที่ตายวันเสาร์เผาวันอังคารลงไปด้วยก็มี

ดอกลำโพงกาสลัก

ผลลำโพงกาสลัก__________________เมล็ดลำโพงกาสลัก

วิธีที่ 4
____________อีกอย่างเรียกว่า หงส์ร่อนมังกรรำ เป็นวิธีที่ผู้หญิงจะใช้กับผู้ชายโดยเฉพาะ วิธีนี้คือการเอาอาหารที่เขาจะรับประทาน ตอนยังร้อน ๆ อยู่ เอาใส่ไว้ใต้หว่างขา โบราณให้ปลดโจงกระเบนยกขึ้นอังไว้ให้พออากาศผ่าน เมื่อไอร้อนโดนความเย็นด้านในก็จะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำลงในหม้อ ทำอาการอย่างนี้เรียกว่าหงส์ร่อนมังกรรำ แล้วเอาให้รับประทาน ผู้ชายจะหลงจนโงหัวไม่ขึ้น นอกจากนี้ยังมีวิธีอย่างอื่นอีก

._________________________________.

ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น
___________การทำเสน่ห์ด้วยยาแฝดนี้ ทำให้รักหลงได้แต่โบราณก็ว่า มีผลข้างเคียงกับผู้ถูกกระทำ กล่าวคือ ในเบื้องต้น ผู้ถูกยาแฝดจะมีใบหน้าขาวซีด ขอบตาคล้ำปราศจากสง่าราศี หรือใบหน้าเป็นฝ้า มีอาการบ่นเพ้อหาโดยไม่ทราบสาเหตุ บางคนอาจถึงคุ้มคลั่งมีอาการเหมือนวิกลจริต นานวันยิ่งอาการหนักขึ้นจนอาจถึงเสียสติ โบราณจึงห้ามนักหนาว่าไม่ควรทำเพราะเป็นบาปแก่ตัวมาก

._________________________________.

วิธีแก้คุณไสย์ฝังรูปฝังรอย และยาแฝด
ขั้นของอ่อน ไปจนถึงของแรง
๑. ให้กินน้ำใต้ท้องเรือจ้าง 7 ลำจึงหาย
๒. ให้รดน้ำมนตร์ธรณีสาร จึงหาย
link : น้ำมนตร์ธรณีสาร
๓. ให้รดน้ำมนตร์โองการพระมหาเถรตำแย จึงหาย
link : น้ำมนตร์มหาเถรตำแย
๔. ให้รดน้ำมนตร์คาถาถอนโบสถ์ถอนสีมา จึงหาย
๕. ให้รดน้ำมนต์เหล็กไหล จึงหาย
๖. ให้รดน้ำมนต์กันเสนียด จึงหาย
๗. ให้รดน้ำมนต์หกตำนานสิบสองตำนาน จึงหาย
๘. เสกพระพุทธคุณประกอบยาต้ม จึงหาย
๙. หายาแก้ยาแฝด และทำลายรูปปั้น จึงหาย

คาถาป้องกัน คาถาถอนถอนโบสถ์ถอนสีมา
“สมุหเนยฺย สมุหนติ สมุหคโต สีมาคตํ พทฺธเสมายํ
สมุหนิพตพฺโพ เอวํ เอหิ นะเคลื่อน โมถอน พุทคลอน
ธาเลื่อน ยะหลุดหาย”

คาถาย่อ “นะถอด โมถอน พุทคลอน ธาเคลื่อน ยะเลื่อนหลุดลอย”
สรรพคุณใช้แก้ลมพัดลมเพ แก้คุณไสย์ทั้งยาแฝดยาสั่งและอาคม
เสกน้ำกินและอาบ เสกไพลทาแก้ปวด 

._________________________________.

 

 

ทมบ คือ ปอบ

ผีปอบ

_________เมื่อพูดถึงผีปอบทุกคนคง นึกสยองขึ้นมาแน่นอน เพราะผีปอบเป็นผีร้าย กินเลือกินไส้ดิบๆเป็นอาหาร ผีปอบ สามารถเป็นได้หลายทาง ไม่สามารถอธิบายได้หมด ปอบเหมือนเชื้อโรคชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่ในร่างของคนเหมือนปรสิต แต่มันมีความพิเศษอยู่หลายอย่างด้วยกัน โดยเฉพาะเวลากลางคืนมันจะมีฤทธิ์มีเดชมาก ยิ่งเป็นวันอุบาทโลกาวินาศมันจะมีอำนาจมากมาย

_________การเป็นผีปอบนั้น ที่ฮิตที่สุดคือการสืบทายาท เป็นผีปอบกันเป็นตระกูล (คล้ายกระสือ) แต่ถ้ายังไม่ได้รับเชื้อปอบก็จะไม่เป็นปอบถึงแม้ว่าจะเป็นลูกเป็นหลานผีปอบก็ตาม เชื่อผีปอบจะอยู่ในเลือดที่ผีปอบกระอักออกมาตอนที่จะสืบทอดทายาท (ดูเหมือนอาเจียนเป็นเลือด แต่มันคือเลือดที่ไม่มีอะรัยปนเปื้อน มีสิ่งเดียวที่ปนเปื้อนคือเชื้อปอบ) จากนั้นลูกหลานที่จะมารับช่วงปอบต่อก็จะต้องดื่มเลือดนั้นให้หมด แล้วนำเอาของที่มีผีปอบสิงสู่อยู่มาใส่ เช่น สร้อย แหวน กำไล เป็นต้น ที่ได้มาจากผีปอบคนที่ให้เลือดเชื้อปอบมา หลังจากนั้นผู้ที่ให้เชื้อปอบจะถูกปอบกินตายในช่วงเวลาที่ไม่นานนัก ลูกหลานผู้ที่รับช่วงต่อก็จะเป็นปอบต่อไป
__________ผีปอบอีกประเภทหนึ่ง เป็นผีร้ายมากๆ เป็นจำพวกผีเหนือผี ปอบชนิดนี้จะเข้าสิงสู่ในร่างของคนได้หลายๆคนในเวลาเดียวกัน สำหรับคนที่เรียนวิชาอาคมโดยไม่มีครู เรียนจนของเข้าตัว ผิดคำครูบาอาจารย์หรือมีของที่มีพลังปอบอยู่ในมือ แต่ควบคุมไม่ได้ ผีปอบก็จะเข้าสิงได้ ผีปอบชนิดนี้สามารถออกหากินในเวลากลางวันได้เป็นบางครั้ง และการหากินทั้งกลางวันและกลางคืนของมันจะแตกต่างไปจากปอบประเภทอื่นคือ ตามองตา ก็จะเข้าสิง กินจากข้างในออกข้างนอก กว่าจะรู้ว่าปอบกินก็ตายไปแล้ว สภาพศพดูไม่ได้เลยคับ เน่าเละ แห้งๆ และที่ท้องจะเหมือนถูกแหวก ไม่มีทั้งตับไตใส้พุง แต่บางครั้งมันก็ออกหากินแบบผีปอบทั่วไปคือ ควักไส้ควักตับออกมากินสดๆ น่ากลัวกว่าที่สิงอีกนะคับ ปอบประเภทนี้ก็จะมี ปอบผีฟ้า ปอบผีกะตายโหงและผีกะอาคม เป็นต้น
__________ผีปอบทั่วไป คือ คนที่ตะกะจนไม่รู้ผิดชอบชั่วดี ไปกินของเซ่นที่เขาเอามาเซ่นผี ไปหลบหลู่ผีร้ายที่สามารถสิงคนได้ คนพวกนี้ก็จะถูกปอบสิงได้ ปอบมันก็เข้าใจคิดนะคับ บางคนมันก็สิงเข้าไปกินคนที่สิง บางคนมันก็สิงเข้าไปอยู่ เพื่อใช้เป็นร่างในการออกหากิน
__________ผู้ที่เป็นปอบสามารถเลิกเป็นได้แต่มันยากมาก  เพราะผู้ที่เป็นปอบเหมือนกับผู้ที่กำลังรับผลกรรมชั่วอยู่ จะตายก็ไม่ได้ตาย โดยแทงโดยยิงก็เจ็บปวดครวญครางแต่ผ่านไปสักคืนก็หายดี  ปอบจะไม่มีฤทธิ์ตอนกลางวัน ดังนั้นเวลากลางวันมันมักจะนอนหลับ หรืออยู่ในที่มืดๆ ไม่ออกไปไหน พอตกกลางคืนเท่านั้นแหละคับ ปอบที่แก่ชราก็กลายเป็นปอบหญิงสาว เดินแคล่วคล่องว่องไวเกินมนุษย์ สามารถหาตัวในระยะทางสั้นๆได้ สามารถสะกดคนในหลับได้ เมื่อปอบเข้าสิงคนจะกลายเป็นผี เล็บจะยาวและคม สามารถที่จะแทงทะลุหนังหนาๆของคนได้ เขี้ยวจะงอก หน้าซีด ผิวคล้ำ ตาแดงตาดำ (หน้ากลัวนะคับ อย่างนี้ต้องปราบ) มันกินได้ทั้งคน สัตว์โดยเฉพาะเป็ดไก่ แต่ถ้าปอบที่แกร่งจริงเท่านั้นที่จะกินสัตว์ใหญ่เช่น วัว ควาย ช้าง ม้า เป็นต้น เพราะถ้าปอบที่ไม่มีฤทธิ์มาก ก็คงถูกวัวถีบ ม้าเตะ ควายขวิด ช้างกระทืบแน่ๆ
___________การปราบปอบ หรือทำลายปอบ ง่ายกว่าการหายเป็นปอบ แต่ยากกว่าการไล่ปอบ ผีฟ้ามีอำนาจไล่ปอบได้ วิชาอาคมก็ไล่ปอบได้ พระพุทธคุณก็ไล่ปอบได้ สำหรับการปราบปอบนั้นปืนธรรมดายิงมันไม่เข้าถึงเข้าก็แค่ชั้นผิวหนังเลือดออกมาก แต่ไม่ตาย ปืนอาคมที่มีอานุภาพสูงๆ แม้เพียงกระสุนลมจากกระบอกปืนอาคมก็อาจทำให้ปอบสาหัสได้ มีดพร้าดาบต้องมีอาคมเท่านั้นจะปราบปอบได้ น้ำมนต์ก็ปราบได้ การเผาก็ปราบได้ แต่ว่าป่าเถื่อนเกินไป บาปอีกต่างหาก และถ้าปอบจองล้างจองผลาญมีหวังตายยกหมู่บ้านเลย สายสินญ์สามารถจับผีปอบได้ และอื่นๆอีกมากมาย ส่วนวิธีทำลายปอบที่มีฤทธิ์มากๆ ผมขอไม่บอกวิธีไว้เพราะเดี๋ยวจะเป็นภัยต่อผู้ที่ได้รู้ทั้งหลาย
___________การเลิกเป็นผีปอบ ยากหน่อยนะคับ แต่ถ้าอยากหายก็จำเป็นต้องอดทน ออกจะเจ็บอยู่บ้างถ้าอยากหายเร็วๆ และหายแน่นอน ต้องมีน้ำทิพย์จากบ่อน้ำทิพย์ น้ำพระพุทธมนต์ สายสินธ์ ไม่กินสัตว์หรือแมลง (กินเจ มีแต่ผัก) ผู้ที่เป็นปอบและอยากเลิกเป็นต้องบวชเนกขัมพรหมจารีตลอดชีวิต เพราะอานิสงค์ของศีล ๘ นี้มีอำนาจมากพอที่จะเอาชนะปอบได้ ซึ่งข้อที่สำคัญคือปานาติบาต และ วิกาลโภชนา ไม่ฆ่าสัตว์ และไม่กินอาหารยามวิกาล จะทำให้ปอบอยู่ไม่ได้ ช่วงแรกๆก็ต้องปรับตัวกันหน่อย สายสิญจ์สานเป็นตาข่ายขึงไว้โดยรอบเลยคับ ถ้าปอบจะเข้าไม่ได้ ถ้าสิงแล้วก็ออกไปไหนไม่ได้ ถ้าโดยสิงแล้วโดยสายสิญจ์ก็จะเจ็บปวด ปวดแสบปวดร้อนอยู่บางนะคับ แต่ถ้าพ้นกลางคืนไปได้ก็อย่ารื้อทิ้งตอนกลางวันล่ะ กินน้ำมนต์กินน้ำทิพย์ อาบน้ำมนต์อาบน้ำทิพย์ และถือศีลแปด ทำสมาธิไปเรือยจนกว่าเราจะมีอำนาจเหนือปอบคือ ไม่ย่อมให้ปอบเข้าสิงได้ ถึงตอนนั้นก็กินเนื้อได้(แบบสุกเท่านั้น) และต้องถือศีลแปด ไปตลอดชีวิตด้วย สามารถเอาสายสิญจ์ออกได้ และถ้าเลิกศีลแปด จะต้องเป็นปอบไปตลอดชีวิตอย่างแน่นอนคับ หรือถ้าบุญเยอะอาจจะหายจากการเป็นปอบถือศีล ๕ เป็นคนสามัญธรรมดาทั่วไปได้

ทมบ ว่าด้วยปอบในภาคอีสาน

___________ทมบ เป็นภาษาเขมร ที่แปลเป็นไทยว่า “ผีปอบ” ผีปอบจะอุดมสมบรูณ์มากเมื่ออยู่ทางภาคเหนือและภาคอีสาน ปอบโดยทั่วไปมีอยู่ 2 พันธ์ ตามภาคเหนือหรือล้านนา ผีปอบจะอำมหฤตกว่าผีปอบเขมร ความเชื่อเรื่อง ทมบ จแกคเมา อาบ เป็นความเชื่อทั้ง 3 ที่เป็นต้นกำเนิดผีปอบเป็นความเชื่อของชุมชนเขมรส่วย อันมีมาช้านานเป็นที่กล่าวขาลมาหลายชั่วอายุคน และในตำรายา ตำราเวทมนต์คาถาอาคมก็มีการบันทึกวิธีการปราบผีร้ายเหล้านี้ไว้เป็นอันมาก ดังจะกล่าวต่อไปนี้
___________ทมบ เป็นคำที่ออกเสียงคล้ายปอบและมีความหมายว่าผีปอบ คือ คนเลี้ยงผีและผีที่คนเลี้ยงไว้เพื่อป้องกัน และใช้ทำร้ายคนอื่น คนเลี้ยงผีและผีที่เลี้ยงไว้นี้ ถ้าสามารถปรากฏกายไห้คนเห็นในรูปร่างหมาดำ เพื่อหลอกหลอนคน เรียกว่า จะแก คเมา หรือหมาดำ ที่ชาวเหนือเรียกกันว่าผีหมาดำ ผีหมาจอกวอ และถ้าคนเลี้ยงผีและผีที่เลี้ยงไว้ไม่ดุร้าย ชอบกินของคาว เช่น น้ำคลำ มูลหมู มูลไก่ มูลสัตว์ เป็นต้น จะเรียกว่า อาบ ซึ่งคนไทยเรียกว่ากระสือ กระหัง ภาคเหนือว่าผีสือ ผีโพง
___________การทำร้ายคนนั้น คือวิญญาณร้าย ชาวเขมรเรียกว่า “สัตว์ขย็อล” แปลว่า สัตว์ลม เข้าสิงสูคนทางนิ้วหัวแม่มือหรือนิ้วหัวแม่เท้า แล้วกัดกินตับไตใส่พุง หรือทำให้เลอะเลือน หรือเจ็บเป็นป่วยไข้ต่างๆ โดยมีการใช้คาถาเพื่อผูกและปล่อยวิญญาณร้ายก็จะคาดปิดเปิดที่ข้อเท้าผู้ป่วย มีผ้าหรือด้ายคาดไว้

ตามตำนานการเป็นทมบนั้น

การเกิดของทมบ จะแกคเมา และอาบ มีด้วยกันหลายตำนาน
__________ตำนานวิชาคงกระพัน ผู้ที่เรียนวิชาคงกระพัน เพื่อให้ฟันแทงไม่เข้า ยิงไม่ออก เผาไม่ไหม้ไม่พอง วิชาอยู่ยงคงกระพันนี้ต้องมีตลับใส่สีผึ่งไว้ ส่วนผสมก็จะประกอบไปด้วย ว่านโพรง น้ำมันผีตายโหง เข็มเย็บผ้า ทองคำ “ว่านโพรง” คือต้นว่านเป็นกอคล้ายขมิ้นชันมีหัวเหมือนขมิ้น ต้นว่านมีอายุอยู่ได้ถึง 2 ปี หัวว่านจะเรืองแสงในเวลากลางคืน และจะกินสัตว์ต่างๆ เช่นกบ เขียดและแมลงโดยเข้าไปในว่านโพลงแล้วถูกดูดตาย แล่วเน่าเหลือแต่กระดูก หมอมนต์บอกว่า ส่วนผสมที่เป็นขี้ผึ่งนี้จะต้องออกหากินทุกวัน โดยเอากบ เลือดไปวางไว้ใกล้ๆก็จะมีอาการเหมือนถูกดูดชักดิ้นจนตาย ว่านชนิดนี้จะเหาะหรือลอยไปมาได้สีเหลืองเป็นแสงออกมา เพือหาอาหารและไล่กันในอากาศเกิดเป็นประกายไฟสวยงาม หากผู้ใดเรียนวิชาคงกระพันนี้แล้วละเมิดข้อห้ามจะถูกเรียกว่า แบกทมบ หรือ แตกเป็นปอบ ผู้เรียนและครอบครองวิชา ตลับสีผึ่งก็จะเป็นปอบ
_________ตำนานวิชาคงกระพัน ตลับใส่สีผึ่งอื่กประเภทหนึ่งเป็นเสมือนวิญญาณของเจ้าของ ส่วนผสมหลักๆ ว่านเฒ่าหนังแห้ง น้ำมันผีตายโหง ว่านนางคำ โดยว่านเฒ่าหนังแห้ง เป็นต้นเถาไม้เลื่อยคล้ายเถาคันแดง มีหัวคลายหัวมันเทศ มีรากสีดำคุมหัวคล้ายขนสุนัข ว่านนางคำก็คล้ายว่านโพรงคือมีกอคล้ายขมิ้น และจะดูดกินสัตว์กบเขียดแมลงที่หลงเข้าไปในกอ เมื่อนำเอามาผสมแล้วเสกต้องให้อาหารทุกวัน หากละเมิดหรือไม่ให้อาหาร ผู้เรียนจะกลายเป็นหมาดำ จะแกคเมา หรือตลับสีผึ่งจะกลายเป็นจะแกคเมาแล้วทำร้ายใครก็ได้ หากจะใช้ก็ปลอยจะแมคเมาทำร้ายใครก็ตามเจ้าประสงค์ ลักษณะก็จะปรากฏเป็นหมาดำไล่กัด เข้าสิงแล้วตายในที่สุด
________ตำนานเสกข้าวเหนียว การเรียนวิชาเสกข้าวไห้ได้ผลมากๆ เป็นมนต์เรียกข้าวให้งอกงามในนาของตน เล่ากันว่าจะต้องใช้ให้ผีช่วย หากทำผิดข้อห้ามผู้เรียนหรือใช้วิชาจะกลายเป็นปอบ และจำเป็นต้องให้อาหารผีดดยตลอด ถ้าไม่ให้ก็จะกลายเป็นปอบ ปอบชนิดนี้จะกลัวข้าวเหนียวดำ จะไม่ยอมกินข้าวเหนียวดำ และกลัวต้นข้าวเหนียวดำ คือต้นข้าวที่ต้นสีม่วงใบสีม่วง
________ตำนานเสน่ห์ยาแฝด ยาแฝดใช้ให้คนรักคนหลง หรือทำให้อย่าร้างกัน มีตลับสีผึ่ง ที่ประกอบด้วยน้ำมันพรายผีตายทั้งกลม ผู้เรียนหากระเมิดคำครูบาอาจารย์ก็จะกลายเป็นปอบในที่สุด

วิธีปราบทมบตามตำนานการกำเนิดจุดอ่อนทมบ

________การจะปราบผีปอบ ผีหมาดำ ผีกระหังนั้น ผู้ที่จะปราบควรทราบว่าจุดไหนเป็นจุดอ่อนของพวกผีเหล่านั้นก่อนจึงจะทำให้ประสิทธิภาพการปราบผีได้ผลดีและง่ายต่อการปราบผีที่เฮี้ยนก่อนที่อาจารย์ปราบผีจะหลงกลหรือตายก่อนจะปราบผีสำเร็จ ผมจะกล่าวถึงจุดอ่อนของผีเหล่านี้
________๑. กำเนิดของผีปอบ ผีหมาดำ เกิดจากส่วนผสมของว่านโพรง ว่านนางคำ และว่านเฒ่าหนังแห้ง ดังนั้นจึงใช้ว่านปราบด้วยเหตุผลที่ว่า “ว่านทั้งหลายในโลกย่อมแพ้พญาว่าน” กำหนดว่า พญาว่านเป็นราชาแห่งว่านทั้งหลาย ควบคุมว่านอื่นได้ทั้งหมด พญาว่านนี้เขมรเรียกว่า ปเรียะ ชเนียะ แปลเป็นภาษาไทยว่า พระชนะ มีเป็นตัวผู้และตัวเมีย ถ้าถือว่านนี้และมีคาถาปลุกว่านแล้ว ผีเหล่านั้นจะไม่กล้าทำร้ายและไม่กล้าสิงสู่เราเลย และจี้ หรือการแทงผี แทงทมบ จะต้องมีมนต์ปลุกเสกด้วยจึงจะได้ผล
_______๒. กำเนิดปอบ ผีหมาดำ ผีกระหัง เกิดจากส่วนผสมของน้ำมันผี น้ำมันพาย หรือกระดูกผี ซึ่งมีจุดอ่อนตรงที่แพ้เวทมนต์คาถาและกลัวไม้หามโลงผี ภาษาเขมรว่า แสนง ชมอจ เราจึงต้องรู้มนต์และพกชิ้นส่วนของไม้หามโลงผี มันจะกลัวนักหนา
_______๓. ผีหมาดำ หรือ จะแก คเมา จุดอ่อนของมันคือกลัวอวัยวะเพศตัวผู้ที่เป็นบ้า (ใช่แล้ว ปอบกลัวไอ้นั้นของผู้ชาย พกปลักขิกไปก็ได้ผลบ้างนิดหนึ่ง แต่มันแค่เกรงเฉยๆ ถ้าคุณเป็นชายชาตรีมีเจ้านั้นก็ควักออกมาโชว์ และต้องต้อนมันลุกด้วยนะใช้ได้ผลมากตอนเจอปอบ แต่อารมณ์มันหดหายทำให้ไม่ลุก ปลุกไม่ตื่น ใส่พุงของคุณก็จะถูกควักแทน) แต่สิ่งที่ผีทมบกลัวคือ ลึงค์หมาบ้า โดยเฉพาะหมาสีดำ มันจะกลัวที่สุด พูดถึงลึงค์ที่เป็นเครื่องรางแล้วปอบไม่ได้กลัวไปเสียทั้งหมด ปอบบางประเภทคือผีฟ้าลงโทษย่อมไม่กลัวปลักขิก
______เพิ่มเติมนอกตำนาน ผีปอบ มักชอบคนท้อง และไก่ หมาน้อย ผู้ชายฉกรรจ์ แล้วมันแพ้ทางผู้ชายที่หน้าหล่อถ้าโชว์ของใหญ่ให้มันดูมันก็จะตะเลิกหนีไป ไม่ได้ลามกอนาจารนะครับ แค่แน่นำเฉยถ้าขาแข้งแข็งวิ่งไม่ออกก็ถอดกางเกงซะนะ อย่างน้อยก็มีโอกาสรอด แต่ปอบที่ฉลาดก็จะเข้าสิ่งแทน ให้เอาด้ายสายสินจญ์พันที่ข้อมือข้อเท้าจะช่วยป้องกันได้ หรือแหวนพระแหวนพิรอดใส่ที่นิ้วหัวแม่มือและนิ้วหัวแม่เท้าจะช่วยป้องกันได้เช่นกัน เพราะนิ้วโป้งเป็นทวารเปิดปิดให้ทมบเข้าสิงสู่ได้

คาถาเสกว่านพระชนะ
จะกะตัญญุตา สะมาธิยามิ

คาถาป้องกันตัว

————–เวลาไปปราบทมบ ก่อนเข้าหมู่บ้านนั้นให้ลงคาถากำกับว่า “นะโมพุทธายะ เสสา”
————–เวลาจะกลับออกจากหมู่บ้านนั้นให้ลงคาถาว่า “นะโมพุทธายะ นะวะสา”
————-เวลาจะนอนในหมู่บ้านนั้นให้ลงคาถาว่า “นะกัญเจ (นะกุนแจ)” แล้วลงมนต์นี้กำกับ
พุทธํ ธัมมํ สังฆํ บังบัง บังบาทเจิงบัง บาทไดบังเตียงสะใส่มูยเกีย ปีร บังระบองปรำปึร กุม บังอากุมมะนอง บูนเปือน ออม สิทธิ สวาหับฯ 

คาถาขาบ

มารู้จักกับคำว่า ขาบ มิใช่ กราบในภาษาเหนือ
การขาบ แปลว่า การถอนออกมามีคาถาว่าดังนี้
“พุทธะสังมะนี นีสังมะนี”
มีมนต์กำกับว่า
“จับทาก จับทายน จับเปรียะ นาเรียย มาพันธู”
อีกบทมีว่า
“มาเร มามะ”
มีมนต์กำกับว่า
“ ออม โสรบ มหา โสรบ
เติบ กรู เปรอ อัญ โสรบ
เติม ทนำ กี เอย ตอ เจีย เวียล
เติบ กรู เปรอ อัญ โสรบ
ประเดียล กี เอย ตอ เจีย กุม
เติบ กรู เปรอ อัญ โสรบ
อากุม กี เอย ตอ เจีย ขลูน โสรบ
กระมูน กี เอย อำ ปี กรอง โสรบ
จำนอง กี เอย เหย รำสาย โยก โมก ทวาย อัญ
เจีย กรู บาเทียย ออม สิทธิสวาหะ สวาหายะฯ

คาถาผูกทมบ

ออม ปเรียะ สระ อัญเจิญ ปเรียะ สราย อัญเจิญ
ปเรียะนาเรียย จอง จำนอง ปเรียะ อ็อปปะ ก็วด
ใช้เสกด้ายเชือกสามหน แล้วผุกคาดข้อมือข้อเท้า
เสกปูนคาดข้อมือข้อเท้า
โสปิ จ็องวง็อง โสปิ จังงัง
ใช้ผกด้ายคาดข้อมือข้อเท้า
นะโม เปือน จอง นะโม เปือน ขนอง นะโม เปือน จับ
คาถานี้ผูกได้ทุกอย่าง
นะอุนะมะ มะอุมะอะ อุอะอุมะ อุอุอุมะอุอุอุอุ
เสกขี้ผึ่งผูกปอบและอื่นๆได้สิ้นแล ฯ
สามบทหลังนี้ นอกจากจะใช้ผูกปอบสิงคนแล้ว
เรายังเสกปอบไว้กับตลับสีผึ้งหร์อเสกลงหม้อไว้
แล้วขุดหลุม คว่ำหม้อฝังฆ่าปอบทิ้ง ชาวเขมรเรียกว่า สันทบทิ้ง แลฯ

คาถาปล่อยทมบ (ปอบ)

ออมเปรียะ สวะ อัญเจิญ ปเรียะสวาย อัญเจิญ
ปเรียะนาเรียย สวาย จำนอง ปเรียะ อ็อป ปะ ก็วด

ใช้น้ำลาย (อ่านไม่ผิด น้ำลาย) เสก 3 ที แล้วคลายปมเชือกที่ผูกข้อไว้ตามข้อแขนข้อมือข้อเท้าคนที่ปอบเข้าสิง เมื่อต้องการให้ปอบหนีหรือปอบออกไป แล้วรดน้ำมนต์ จากนั้นปิดทวารตัวเราเองด้วยคาถาปิดทวาร

คาถาปิดทวารมิให้ทมบเข้าได้

ปะปาน ปิดทวาร ทั้งเก้า นะอะโป นะโมอุดฉะ
กัลยาณังวา ปาปะกังวา
นะปัสสะ
ในระหว่างที่ปอบสิงคนอยู่มันจะกลัวคนที่มีคาถาอาคม และถ้าผู้ที่มีคาถาอาคมใจอ่อนหรือหวั่นไหวไม่มั่นคงมันก็จะสิงเข้าได้หรือเล่นงานเอาได้ ดังนั้นจงมีใจมั่นคง เชื่อในคุณครูบาอาจารย์และคาถาเวทมนต์ ขณะเราผูกทมบมันได้แล้ว มีวิธีใช้ไพล (ว่านไฟ) จี้ เพื่อบังคับให้มันเอ่ยชื่อคนที่ใช้มันมา หรือถามเหตุที่มันโกรธแค้น อันนี้ภาษาเขมรเรียกว่า “จะทมบ” แปลว่า แทงปอบ

คาถาเสกว่านจี้ปอบ

นะมะอะปะจุ (บริกรรมเสกไพลแล้วใช้จี้ ขณะจี้ก็บริกรรมไปเรื่อยๆ จุดที่จี้ควรเป็นข้อมือข้อเท้า นิ้วหัวแม่มีือเป็นหลักถ้ามันกำแหงก็ตรงหน้าผาก)
นะโมพุทธายะ ธัมโมพุทธายะ สังโฆพุทธายะ จะทั้งซ้าย จะทั้งขวา จะทั้งหน้า จะทั้งหลัง จะปิดกำบัง นะโมพุทธายะ ยะฯ
ออมนะบี จองสระ ออมนะบี จองสวาย อัญเจิญ ปเรียะนาเรียย จองจำนอง ปเรียะ อ็อปปะก็วด อุปะคุตโตจะ มหาเถโร อุปะคุตตังมหาเถรัง อุปะคุตตะ จีวะรัง มหากุจฉันติเบกขาตึง ขา อิติปิโสภะคะวา อะหรหังอะระหันตัง เตโชโสตา เตโชติพะลา เตโชโสตา เตโชสะกิทาคา เตโชอนาคามี เตโชชัยะ ชัยโย สัพพะศัตรู วินาสสันติฯ
เสกก้อนยาสูบที่ใช้ถุน ตะน็วลทนำ แกว่งบนสรีษะ
แล้วใช้จี้ตามตัว มันจักยอมเราแล

พุทธังกราบกราย นะระลุย โมระเลียย พุทสูญหายธายะ วินาภิสันติ
เสก 3 ทีแล้วเป่า

คาถาเสกด้ายผูกคอกันทมบ

อิติปิโสภะคะวา อะระหังระกะจัก อิติปิหิฯ
ภาวนาตามกำลังวันเสกด้ายให้คนสวมเป็นสร้อยกันปอบเข้าสิงแล

คาถาล้างทมบ

ใช้ในการที่คนอยากล้างปอบที่มีอยู่ในตนเองให้กระทำโดยเอาตลับสีผึ่งขุดหลุมฝังดินผูกตึงให้แน่นฝังดนแล้วบริกรรมคาถา 108 จบ เสกน้ำดื่มล้างหน้า อาบน้ำทุกวันวันเสก 108 จบ ด้วยคาถา
เอหิ เอโก โลกันต์

คาถาจับทมบ

ในกรณีที่มีแสงไฟทมบล่องลอย ถ้าต้องจับมันไว้ขั้นแรกให้ทำพิธีเปือดสีมา (พันธสีมา) ก่อน คือร่ายมนต์เดินวนรอบๆ บริเวณนั้นไม่ให้มันหนีได้
มนต์พันธสีมาว่า

นะโมพุทธายะ มะอะอุพุทธัง นะโมพุทธายะ มะอะอุธัมมัง นะโมพุทธายะ มะอะอุสังฆัง ปเรียะโสต ปเรียะวิเน็ย ปเรียะ อ็อปปะธรรม โบ อาคะเน เตียะเฮสิน เปียเยียพ อุดอร แอ๊ยสาน อากาสะมนด็วล เปือดสีมาเวียงวีย เก็งกังระเนียง ตีวตา ระเนียง จมปูทวีป ปะตืย กรอม คะนังเก็งกัง บัง สวาหะฯ
ร่ายมต์นี้ขังบริเวณมันแล้ว ให้เสกผ้าขาวม้าไล่ฟาดมันตกลงมา มนต์ไล่จับว่าดังนี้
เอหิ อาคัจฉายะ คัจฉาหิ ทิวัตตัพโพ
เมื่อจับแล้วก็เอาใส่หม้อดิน เอาผ้าขาวปิกผูดปากหม้อ ลงยันต์อาถรรพณ์ใหญ่ปิดไว้ เสกมนต์ลั่นกุญแจ มนต์นั้นอยู่ในมนต์ผูกทมบ นะกัญเจ แล้วเอาไปคว่ำในหลุม ฝังดินทำลายเสีย เขมรเรียกว่า “สันทบจอล” สันทบ แปลว่า พับ ส่วน จอล แปลว่า ทิ้ง คือขังให้มันอดตาย เนื่องจากทมบเป็นผีที่ต้องกินอาหารทุกวัน
การจับทมบ หมายถึงการจับแสงไฟที่ออกหากินนั้น จับได้เป็นตลับ แต่ถ้าจับตอนมันสิงคนจะเป็นการจับวิญญาณร้าย

จบเรื่องปอบฉบับย่อแต่เพียงเท่านี้

 

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤษภาคม 26, 2013 in ประกาศ

 

ทนำปำปุล (ยาเบื่อ)

__________ยาสั่งเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ยาเบื่อ ชาวเหนือและอีสานจะรู้จักคำว่ายาเบื่อมากว่าคำว่ายาสั่ง เพราะยาเบื่อมีความหมายที่กว้างกว่ามาก ส่วนคำว่ายาสั่งจะนิยมพูดกับในแถบชาวไทยภูเขาเผ่าต่างๆ ชนกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยทางภาคเหนือ
__________ยาสั่ง ในภาษาเขมร ส่วย เรียกว่า “ทนำปำปุล” แปลตามนั้นว่า ทนำ คือ ยา ปำปุล คือ เบื่อ รวมสองคำเป็น วางยาพิษให้ตาย เพื่อจุดประสงค์หลักว่า ฆ่าคน 
ทนำปำปุล แบ่งตามการออกฤทธิ์มี ๓ กลุ่มใหญ่ๆ คือ
๑. ยาพิษกินออกฤทธิ์ทันที
๒. ยาพิษกินแล้วไม่ตายทันที
๓. ยาพิษที่ทำร้ายทางผิวหนัง
ผมจะอธิบายแต่ละชนิดอย่างคราวๆ
__________๑. ยาพิษกินออกฤทธิ์ทันที การวางคือ เขาผสมสุราให้กิน เมื่อกินแล้วก็เกิดอาการชักดิ้นชักงอ กระตุกไปกระตุกมา น้ำลายฟูมปากเล็บเขียวช้ำ หากพิษนั้นมีปริมาณน้อย แต่คนมีกำลังมากอาจจะแค่วิงเวียนหน้ามืด เสียการทรงตัวก่อนแล้วจริงชะดิ้นชักดงอน้ำลายฟูมปาก แล้วจึงเสียชีวิต หมดลมหายใจ ออกฤทธิ์แบบฉับพลันทันทียาแก้มี ๕ ขนานหลังสำหรับพิษ ๕ แบบ ตามพิจารณาอาการและการถูกพิษ ว่าพิษนี้คืออะไร โดนคาถากำกับอะไร
ขนาน ๑ รากย่านางแดง (บ้านผมเรียกว่า เครือขยัน) ฝนกับน้ำซาวข้าวให้ดื่มถอนพิษ
ย่านางแดง เป็นสมุนไพรถอนพิษอีกอย่างที่เป็นที่นิยมและได้ผลไม่แพ้รางจืด
ขนาน ๒ ปูนา ๓ ตัว หรือมากกว่า ใช้จำนานเลขคี่ ๓,๕,๙ เลือกปูอ่อนไม่นิ่มไม่มีมันปู หรือมันปูน้อยๆ และไม่ตาย ล้างให้สะอาด จุมน้ำอุ่นๆ ไม่ใช่น้ำร้อนจนปูตาย ตำให้แหลกเอาน้ำมาผสมกับขมิ้นอ้อย หรือขมิ้นหัวขึ้น โดยเอาขมิ้นนี้มาตำคั้นเอาน้ำผสมน้ำปูดิบ แล้วให้ผู้ถูกพิษดื่ม
(สกปรกมาก อาจจะมีพยาธิใบไม้ในตับ ใช้กับยาพิษที่แปลกประหลาด ตรวจสอบแล้วว่าไม่ใช่พิษ มีฤทธิ์ทันที จึงให้กินยาถอนขนานนี้)

ขนาน ๓ ตะกั่ว ๑ ทองแดง ๑ ทองคำ ๑ ผงชาด ๑ ทองเหลือง ๑ ฝนกับน้ำให้ดื่ม
(ใช้ผิดเป็นพิษเร่งตายเร็ว)

ขนาน 4 ยาตรวจสอบพิษ ใช้เอาใบตระกูนกันแตก (ผักบุ้งใบกลม) เปรียะ กร็อง (ยอดใบกรุงเขมา) ปันลาสะเอิด (ยอดต้นหนามหัน) นำมาขยี้จะท่องมนต์ลับ ๓ บท ๓ รอบ ทาไว้บนมือ หรือโยนใส่สุรา น้ำดื่ม อาหารที่คิดว่ามีพิษ มีสองกรณีถ้าเป็นพิษตะกูลร้อนถูกยาตรวจจะเดือด ถ้าเป็นพิษตระกูลเย็นถูกยาตรวจจะร้อนกับเย็น เย็นกลับร้อน เมื่อเห็นว่ามีพิษก็หลีกเลี่ยงว่าจะกิน
ขนาน 5 ใส้ลูกฟักเขียว ๑ ขะนาน ไม่เอาเมล็ด กับยอดลูกฟักเขียว ๑ ยอด ถึง ๑ กำมือ มาคั้นน้ำไม่ผสมน้ำ คั้นน้ำให้ดื่มสดๆ จะถอนพิษบางอย่างได้

__________๒. ยาพิษที่กินแล้วไม่ตายทันที เมื่อกินยานั้นเข้าไปอาจจะสะสม หรือเร่งพิษพิษชนิดอื่น หรือชะลอพิษชนิดอื่น หรือออกฤทธิ์เมื่อกินของแสลง เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่ น้ำมะพร้าวอ่อน ฯลฯ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างตามการจัดสูตรของยาพิษแต่ละชนิด การออกฤทธิ์แบบเบื่อเมา มี ๒ แบบ คือ
๒.๑ แบบปริด คือ น้ำลายฟูมปาก เวียนหัว ชักดิ้นชักงอ ขากรรไกรแข็ง ผมขนเล็บหลุดล่วง
๒.๒ แบบมหาสระเนาะ (สระเนาะแปลว่าง่วงนอน ภาษาเขมรแปลว่า สนุก) คือ ง่วงอยากนอน แล้วก็ไปนอนหลับ จากนั่นก็ลืมตื่นนินทาไปจนตาย เมื่อตายผมขนเล็บก็จะหลุดล่วง แม้แต่ผมและเล็บยังตาย
ยาแก้พิษมี ๒ ขนาน หลักๆที่นิยมกัน คือ
ขนาน ๑. ปะเสิดปวงกะดอโลก (เห็ดหำพระ) คือเห็ดกลมๆ สีเหลืองๆ เล็กๆ กินดิบได้ไม่มีพิษ เอามาก้อยกับมะนาวอร่อยเวอร์ๆแถมอร่อยแปลกปะแล้มๆ เอาเห็ดนี้มาสตุด้วยการตากแห้ง ฝนกับดินสอดำ หรือถ่าน อัดเป็นแท่ง ตากแห้ง ฝนกับน้ำธรรมดา ให้คนถูกพิษดื่ม
ขนาน ๒. ระนูญ สาญ (ยอดบวบ) เด็ดด้วยอาการเสมือนตายคือไม่หายใจ พร้อมท้องคาถาไว้ในใจ เอามา ๗ ยอด โดยคาถานี้เป็นสัตตะคาถา มี ๗ วรรค วรรคละ ๑ ยอด แล้วตัดอำเปิว คเมา (อ้อยแดง) ๗ ข้อหรือ น้ำอ้อย ๗ ก้อน ใช้คาถา ๗ วรรคเหมือนกัน นำมาบดคั่นเอาน้ำผสมน้ำตาลนิดหน่อยให้กินง่ายขึ้น หากชีพจรไม่เต้นแต่ตัวยังอุ่นให้งัดปากงัดฟันกรอกยาให้กิน มีโอกาสฟื้นได้

_________๓ ยาพิษออกทางผิวหนัง เรียกว่า มหาละลูย ซึ่งแปลเป็นไทยว่า มหาเปื่อย โดยใช้การทาตามเสื้อผ้าเพื่อให้ถูกผิวหนังหรือใช้การดีดให้ถูกผิวหนัง แล้วเกิดอาการคัน เมื่อคันก็เกา เมื่อเกาแล้วก็จะเป็นรอยถลอก ยาก็จะซึ่มเข้าตามรอยถลอกนั้น เมื่อซึ่มเข้าไปแผลก็จะเปื่อย มีน้ำเหลืองไหลหยดออกมา หยดไปถูกที่ใดก็จะคันและเปื่อยพองลามไปเรื่อยๆ จนเน่าไปทั่วบริเวณ
อีกแบบหนึ่งใช้ทาบนหนามหรือเข็มวัตถุมีคมต่างๆ เช่น หนามหวาย เข็มเย็บผ้า ปลายมีด ปลายลูกดอก สันกระดาษ เพื่อให้คนที่เดินไปถูกหนามหรือโดนหนามข่วนแต่หนามอาบยาพิษไว้เมื่อข่วนแล้วก็จะเกิดอาการเป็นแผลเจ็บปวด อักเสบ เปื่อย เนาและลามไปทั่วทั้งตัว จนถึงแก้ความตายในที่สุด 
ยาแก้พิษที่ผิวหนัง
ขนานที่ ๑  ท้านให้เอาน้ำกะทิมะพร้าว ๑ น้ำนมคน ๑ เมล็ดลำโพงกาสลัก ๗ เม็ด ๑ ไข่ขาวของไข่เป็ด ๑ เอามาผสมกันใช้ทา
ขนานที่ ๒  ตะไคร้น้ำ ๑ เมล็ดมะเดื่อขื่น ๑ สารส้ม ๑ เอามาบดผสมกันใช้ทา

จบเรื่องทนำปำปุล ยาเบื่อ

 
 

คาถามหาทิพย์มนต์บทใหญ่

คาถามหาทิพย์มนต์บทใหญ่

___________พระคาถามหาทิพย์มนต์บทใหย่นี้ เป็นพระคาถาโบราณใช้ในคราวดวงชะตาตก สาธยายเพื่อพ้นเคราะห์กรรม สาธยายเพื่อขจัดอุปสรรคภยันอันตราย ป้องกันภัยพิบัติอันเกิดแต่ดาวนพพระเคราะห์ ป้องกันภัยพิบัติอันเกิดแต่ฤกษ์ทั้ง ๒๗ นักขัตฤกษ์ พร่ำสวดเพื่อความเป็นมงคลชัย ขจัดสิ้นเสนียดจัญไร อัปมงคล อวมงคลทั้งปวงในพระคาถานี้จะกล่าวถึง ชัยมงคลต่างๆ กล่าวถึงพระอรหันต์ ๘ ทิศ มีการสอดแทรกบทสวดต่างๆลงไปทั้งสุริยาสูตร จันทิมาสูตร อันสาธยายถึงพระพุทธเจ้าโปรดอสุริทราหู เพื่อช่วยขจัดภยันตรายแก่พระอาทิตย์และพระจันทร์ มีการกล่าวถึงตำนานดวงดาวประจำนักขัตฤกษ์ทั้งหลาย และบทที่เป็นบ่อเกิดแห่งความสำเร็จในสิทฺธิทั้งหลาย ข้าพเจ้าได้นำมาสาธยายให้ได้อ่านกันขอจงสดับและสาธยาย เพื่อประโยชน์สุขสวัสดิ์พิพัฒมงคลทั่วกันเทอญ

ขึ้นคาถาชุมนุมเทวดา

๐สะมันตา จักกะวาเฬสุ อัตรา คัจฉันตุ เทวะตา
สัทธัมมัง มุนิราชัสสะ สุณันตุ สัคคะโมกขะทัง 

๐ ผะริตะวานะ เมตตัง สะเมตตา ภะทันตา 
อะวิกขิตตะจิตตา ปะริตัง ภะณันตุ
สัคเค กาเม จะ รูเป คิริสิขะระตะเฏ จันตะลิกเข วิมาเน
ทีเปรัฏเฐ จะ คาเม ตะรุวะนะคะหะเน เคหะวัตถุมหิ เขตเต
ภุมมา จายันตุ เทวา ชะละถะละวิสะเม ยักขะคันธัพพะนาคา 
ติฏฐันตา สันติเก ยังมุนิวะระวะจะนัง สาธะโวเม สุณันตุฯ
ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา 
ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา 
ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตาฯ

บทนมัสการพระรัตนตรัย พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ 
วิชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อนุตตะโร 
ปุริสะธัมมะสาระถิ สัตถาเทวมนุสสานัง พุทโธภะคะวาติฯ
สวากขาโต ภะคะวะตาธัมโม สันทิฏฐิโก 
อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก 
ปัจจัตตังเวทิตัพโพ วิญญูหิติฯ
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ 
อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ 
ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ 
สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
ยะทิทังจัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะปุริสะปุคคะลา 
เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย 
ปาหุเนยโย ทักขิเนยโย อัญชะลีกะระณีโย 
อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติฯ

พระคาถาถามหาทิพย์มนต์ จากยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก (เป็นสาวัง)

อินทะสาวัง มหาอินทะสาวัง 
พรหมมะสาวัง มหาพรหมมะสาวัง 
จักกะวัตติสาวัง มหาจักกะวัตติสาวัง 
เทวาสาวัง มหาเทวาสาวัง 
อิสีสาวัง มหาอิสีสาวัง 
มุนีสาวัง มหามุนีสาวัง 
สัปปุริสะสาวัง มหาสัปปุริสะสาวัง 
พุทธะสาวัง ปัจเจกะพุทธะสาวัง 
อะระหัตตะสาวัง สัพพะสิทธิวิชชาธะรานังสาวัง 
สัพพะโลกาอิริยานังสาวัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหนตุ
สาวังคุณัง วะชะพะลัง เตชัง วิริยัง สิทธิกัมมัง 
ธัมมังสัจจัง นิพพานัง โมกขัง คุยหะกัง ทานัง สีลัง 
ปัญญานิกขัง ปุญญัง ภาคะยัง ยะสัง ตัปปัง สุขัง 
สิริรูปัง จะตุวีสะติเทสะนัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหนตุ 
หุลู หุลู หุลู สวาหายะ ฯ

คาถามหาทิพย์มนต์บทใหญ่

ชะยะ ชะยะ ปัฐฐะวีสัพพัง ชะยะสัตถา ระหะตะปัง
ชะยะ ชะยะ ปัจเจกะสัมพุทธัง ชะยะอิสิ มะเหสสุรัง
อินโท จะ เวนะเตยโย จะ กุเวโร วะรุโณปิ จะ 
อัคคิ วาโย ปะชุณโณ จะ กุเวโร จะตุโลกะปาละโก
ชะยะ ชะยะ หะโรหะริเทวา ชะยะพรหมา ธะตะรัฏฐะกัง 
ชะยะ ชะยะ นาโค วิรุฬหะโก วิรูปักโข จันทิมา ระวิ
อัฏฐาระสะ มะหาเทวา สิทธิตาปะสะอาทะโย
อะสีติ สาวะกาสัพเพ ชะยะลาภา ภะวันตุ เต 
ชะยะ ชะยะ ธัมโม จะ สังโฆ จะ ทะสะ ปาโล จะ เชยยะกัง
เอเตนะ ชะยะสิทธิเตเชนะ ชะยะโสตถี ภะวันตุ เต
อัฏฐาธิกะสะตัง ยัสสะ มังคะลัง จะระณัทวะเย 
จักกะลักขะณะสัมปันนัง นะเมตัง โลกะนายะกัง
อิมินา มังคะละเตเชนะ สัพพะสัตตะ หิเตสิโน 
เอเตนะ มังคะละเตเชนะ ชะยะโสตถี ภะวันตุ เต 
เอเตนะ มังคะละเตเชนะ มะมัง รักขันตุ สัพพะทา
เอเตนะ มังคะละเตเชนะ สัพพะสิทธี ภะวันตุ เต
เอเตนะ มังคะละเตเชนะ สัพพะสิทธี ภะวันตุ เต
สัพพะสัตรุ วิธังเสนตุ สัพพะโสตถี ภะวันตุ เต
อายันตุโภนโต อิธะ ทานะสีลา เนกขัมมะปัญญาวิริยัญจะขันตี 
สัจจาธิฏฐานา สะหะ เมตตุเปกขา ยุทธายะโว คัณหะถะอาวุธานิ 
ปาระมิโย วิทิตวานะ โพธิสัตตัสสะ สันติกัง
เกสะระราชา วะ อาคัญฉุง โพธิสัตตัสสะ สันติกัง
มะยัง ปาระมิตา โยธา จะระเณนะ ตะยาภะตา 
อัชชะ ทัสสามะ เต จีรัง ชะยะภัททัง นะมัตถุ เต
ชะยันโต โพธิยา มูเล สักยานัง นันทิวัฑฒะโน 
เอวัง ตะวัง วิชะโย โหหิ ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล
พุทโธ จะ มัชฌิโม เสฏโฐ สารีปุตโต จะ ทักขิเณ 
ปัจฉิเม ปิจะ อานันโท อุตตะเร โมคคัลลานะโก 
โกณฑัญโญ ปุระภาเค จะ พายัพเพ จะ คะวัมปะติ 
อุปาลี หะระติฏฐาเน อาคะเณยเย จะ กัสสะโป 
ราหุโล เจวะ อิสาเณ สัพเพเต พุทธะมังคะลา
โย ญัตวา ปูชิโต โลเก นิททุกโข นิรุปัททะโว 
มะหาเทโว มะหาเตโช ชะยะโสตถี ภะวันตุ เต
ปะทุมุตตะโร จะ ปุระพายัง อาคะเณยเย จะ เรวัตโต
ทักขิเณ กัสสะโป พุทโธ หะระติเย สุมังคะโล 
ปัจฉิเม พุทธะสิขี จะ พายัพเพ จะ เมธังกะโร 
อุตตะเร สากยะมุนี เจวะ อิสาเณ สะระณังกะโร 
ปะฐะวิยัง กักกุสันโธ อากาเส จะ ทีปังกะโร 
เอเต ทะสะทิสา พุทธา ราชะธัมมัสสะ ปูชิตา
นัตถิ โรคะภะยัง โสกัง เขมัง สัมปัตติทายะกัง 
ทุกขะโรคะภะยัง นัตถิ สัพพะสัตรู วิธังเสนตุ
เตสัญญาเณนะ สีเลนะ สังยะเมนะ ทะเมนะ จะ
เตปิ ตัง อะนุรักขันตุ อาโรคะเยนะ สุเขนะ จะ 
อะนาคะตัสสะ พุทธัสสะ เมตเตยยัสสะ ยะสัสสิโน 
มะหาเทโว มะหาเตโช สัพพะโสตถี ภะวันตุ เต 
นะโม เต พุทธะวีรัตถุ วิปปะมุตโตสิ สัพพะธิ 
สัพพาธะ ปะฏิปันโนสะมิ ตัสสะ เม สะระณัง ภะวะ 
ตะถาคะตัง อะระหันตัง จันทิมา สะระณัง คะโต 
ราหุ จันทัง ปะมุญจัสสุ พุทธา โลกานุกัมปะกา 
กินนุ สันตะระมาโน วะ ราหุ จันทัง ปะมุญจะสิ 
สังวิคครูโป อาคัมมะ กินนุ ภีโต วะ ติฏฐะสีติ 
สัตตะธา เม ผะเล มุทธา ชีวันโต นะ สุขัง ละเภ 
พุทธะคาถาภีคีโตมหิ โน เจ มุญเจยยะ จันทิมันติ
นะโม เต พุทธะวีรัตถุ วิปปะมุตโตสิ สัพพะธิ 
สัมพาธะปฏิปันโนสมิ ตัสสะ เม สะระณัง ภะวะ
ตะถาคะตัง อะระหันตัง สุริโย สะระณัง คะโต
ราหุ สุริยัง ปะมุญจัสสุ พุทธา โลกานุกัมปะกา
โย อันธะกาเร ตะมะสี ปะภังกะโร เวโรจะโน 
มัณฑะลิ อุคคะเตโช มา ราหุ คิลิ จะรัง อันตะลิกเข 
ปะชัง มะมะ ราหุ ปะมุญจะ สุริยันติ 
กินนุ สันตะระมาโน วะ ราหุ สุริยัง ปะมุญจะสิ 
สังวิคครูโป อาคัมมะ กินนุ ภีโต วะ ติฏฐะสีติ 
สัตตะธา เม ผะเล มุทธา ชีวันโต นะ สุขัง ละเภ 
พุทธะคาถาภิคีโตมหิ โน เจ มุญเจยยะ สุริยันติ
นะโมพุทธัสสะ นะโมธัมมัสสะ นะโมสังฆัสสะ 
เสยยะถีทัง หุลู หุลู หุลู สวาหายะ
เหฏฐิมา จะ อุปะริมา จะ วิตถาริกา จะ ติริยัญ จะ 
สัพเพ สัตตา สัพเพ ปาณา สัพเพ ภูตา สัพเพ ปุคคะลา 
สัพเพ อัตตะ ภาวะปะริยาปันนา สัพเพ อิตถิโย สัพเพ ปุริสา 
สัพเพ อะริยา สัพเพ อะนะริยา สัพเพ เทวา สัพเพ มะนุสสา 
สัพเพ วินิปาติกา สะจิตตะกา อะจิตตะกา สะชีวิกา 
สัพเพ อะเวรา โหนตุ อัพยาปัชฌา โหนตุ อะนีฆา โหนตุ 
ทีฆายุกา โหนตุ อะโรคา โหนตุ 
สัมปัตตี สะมิชฌันตุ สุขัง อัตตานัง ปะริหะรันตุ 
สัพเพ มัง รักขันตุ จุปัททะวา * (
ชะลัฏฐา วา ถะลัฏฐา วา อากาโสปิจะ อันตะลิกเข
ปัพพะตัฏฐา สะมุททา จะ รักขันติ จะ ละตาสิโน 
เตปิ ตัง อะนุรักขันตุ อาโรคะเยนะ สุเขนะ จะ 
สุริยัง จันทะอังคารัง พุธพฤหัสสะปะติฏฐิตา 
สุกระโสระราหูเกโส นะวัคระหา จะ สัพพะโส
เตสัง พะเลนะ เตเชนะ อะนุภาเวนะ เตนะ จะ 
เตปิ ตัง อะนุรักขันตุ อาโรคะเยนะ สุเขนะ จะ 
เจตระวิสาขะเชฏเฐ จะ อาสาเธ สะวะเน ตะถา 
ภัททะปะเท จะ อาสุชเช กัตติเก มิคะสะริเก
ปุสเส มาเฆ ผัคคุเณ จะ โลกัง ปาเลนติ ธัมมะตา
เอเต ทะวาทะสะ จะ มาเส อานุภาเวนะ มหาภูเต 
เตปิ ตัง อะนุรักขันตุ อาโรคเยนะ สุเขนะ จะ 
มูสิโก อุสะโภ พะยัคโฆ สะโส นาโค จะ สัปปะโก 
อัสโส เมณโฑ กะปิ เจวะ กุกกุโฏ สุวานะสุกะโร
เอเต ทะวาทะสะ นักขัตตา โลกัง ปาเลนติ ธัมมะตา 
เตปิ ตัง อะนุรักขันตุ อะโรคเยนะ สุเขนะ จะ
อัสสะยุโช ภะระณี จะ กัตติกา โรหิณีปิจะ 
มิคะสิรัญจะ อัทรัญจะ ปุนัพพะสุ ปุสสาปิจะ 
อะสิเลโส จะ มาโฆ จะ ปุพพา จะ ผัคคุณี ตะถา
อุตตะระผัคคุณี เจวะ หัตถะจิตตา จะ สาติ จะ 
วิสาขะนุราธะเชฏฐะ มูละ ปุพพุตตะ ระสาฬหะกา 
เอกาวีสะติ นักขัตตา ปะภายันติ ทิเน ทิเน
เมสสะ พะฤสะภะเมถุนา กะระกะฏา สีหะ กัญญะกา 
ตุละพิจิกะธะนูเจวะ มังกะรากุมภะมินนะกา
เอเต ทวาทะสะ จะ ราสี อานุภาเวนะ เตนะ จะ 
เตปิตัง อะนุรักขันตุ อาโรคเยนะ สุเขนะ จะ
มา ขโย มา วะโย มัยหัง มา จะ โกจิ อุปัททะโว 
ระตะนานิ จะ วะสันติ โชติกัสส ยะถาฆะเร 
มา ขะโย มา วะโย มัยหัง มา จะ โกจิ อุปัททะโว 
กาญจะนานิ จะ วัสสันตุ เมณฑะกัสสะ ยะถา ฆะเร 
มา ขะโย มา วะโย มัยหัง มา จะ โกจิ อุปัททะโว 
ธะนะสารานิ ปะวัสสันตุ ธะนัญชะยัสสะ ยะถา ฆเร
มา ขะโย มา วะโย มัยหัง มา จะโกจิ อุปัททะโว 
ธะนะสารานิ ปะวัสสันตุ อุคคะตัสสะ ยะถา ฆะเร 
มา ขะโย มา วะโย มัยหัง มา จะ โกจิ อุปัททะโว
กาญจะนาชัลละสังกาเส โชติกัสสะ ยะถา ฆะเร
มา ขะโย มา วะโย มัยหัง มา จะ โกจิ อุปัททะโว 
สัพพะธะนานิ ปะวัสสันตุ จิตตะกัสสะ ยะถา ฆะเร
มา ขะโย มา วะโย มัยหัง มา จะ โกจิ อุปัททะโว 
กะหาปะณานิ ปะวัสสันตุ เมณฑะกัสสะ ยะถา ฆะเร 
อักขะรัสสาริ นามะ อิสิ หิมะวันเต วะสิ ตะทา 
สิทธิวิชชะธะรา สัพเพ เทวานัง ปูชิตา สะทา 
พุทธา ปัจเจกะพุทธา จะ อะระหันตา อินทะเทวะตา 
พรหมะอิสิมุนิ เจวะ ทะวาทะสะ รักขันติ 
สะทา สิทธิวิชชาธะรา สัพเพ ทะวาทะสะ รักขันติ สะทา 
เย สัทธะจิตตา สะมาทานา มะนุสสะปูชิตา สะทา
พุทธะสาวัง คุณัง วิชชัง พะละเตชัญจะ วิริยัง 
สิทธิกัมมะธัมมะสัจจัง นิพพานัง โมกขะคุยหะกัง 
ทานัง สีลัญ จะ ปัญญา จะ นิกขะมะปุญญัง ภาคะยัง ตังปะ
ยะสัง สุขัง สิริ รูปัง จะตุวีสะติ เทสะนา
เอตา โสฬะสะ ธัมมา พุทธา-เทวา สะรันติ จะ
ปัจเจกะอะระหันตา จะ อินทา เทวา สะพรัหมะกา 
อิสิ มุนิ จะ ราชาโน ปุริโส จะ วิชชาธรา 
สัพเพ โลกาธิปะติเทวา โสฬะสะภะวะพรหมุนา
อะหะโย จะ สัปปา เจวะ อัสโส เมณโฑ จะ กุกกุโฏ
โคมะหิงสา ตถา หะตา ติรัจฉานาคะกัณฐะกา
กูโป ปะปาโต โสพโภ จะ อุภะโต ภะคะวะโต ปิจะ
ภัตโต วัสสะตุ ราชา จะ โจรโก อัคคะโปตะโก
สัสสะ มารา นาโค จะ คะรุโฬ สุวะกินนะโร
มะหะโต เทวะเทโว จะ กุเวโร มนุสโสปิจะ
อะมะนุสโส จะ ยักโข จะ มะหายักโข จะ รักขะโส
มะหานาโค ปิสาเจวะ มัคโค กุมภัณฑะโกปิจะ
สิทธิวิชชาธะรา สัพเพ เสมหัง ปิตัญจะวายุกัง
อุปะกายะนิปาตัญจะ สัพเพ จะ ปิยะมิตตะโก
สัพเพ สัตตา จะ ยักขา จะ เมตตะจิตตา สะทา ภะเว
เอกะปัญญา จะ สัพเพเต สัพเพ รักขันตุ ตัง สะทา
อะหัง ลาภัง จะ ลาภานัง สักกาโร ปูชิโต สะทา
สัพเพ เทวา มนุสสา จะ ปิยา รักขันตุ มัง สะทา
คามัง เทสัญจะ นะคะรัง นะที ภูมิ จะ ปัพพะตัง
วะนะสะมุททะมัฏฐานัง สัพเพ รักขันตุ ตัง สะทา

สิทธิพุทธา สิทธิธัมมา สิทธิสังฆา จะ อุตตะมา
สิทธิอัฏฐาระสะ มะหาเทวา จะตุโลกะปาลา จะ เทวะตา
สิทธิปัจเจกะ สัมพุทธา สิทธิสัพพัญญุ สาวะกา
สิทธิราโม สิทธิเทวา สิทธิยักโข จะ รักขะโส
สิทธิวิชชาธะรา สัพเพ สิทธิอิสิ มเหสสุรา
สิทธิปัพพะตะ เทวานัง สิทธิการะณะ เทวะตา
สิทธิปาสาทะ เทวานัง สิทธิเจติยะเทวะตา
สิทธิโพธิรุกขะ เทวะตา สิทธิสรีระธาตุโย
พุทธะรูปัญจะ สัพเพสัง สัพพะรูปัญ จะ เทวะตา
สิทธิติณณัง จะ รุกขานัง วะสิยา ฆะระ เทวะตา
สิทธิชะละถะ ละตา จะ สิทธิอากาสะ เทวะตา
สิทธิมุนี จะ ราชาโน สิทธิปุริสะ ลักขะโณ
สิทธิภุมมัฏฐะ เทวะตา สิทธิกัมมะ พะลัง วะรัง
สิทธิปาทา อะปาทะ จะ สิทธิปาทา จะ ตุปาทะกา
พหูปาทา จะ สัตตา จะ สิทธิปักขา จะ วายุกัง
เอเตนะ สิทธิเตเชนะ ชะยะโสตถี ภะวันตุ เต
เอเตนะ สิทธิเตเชนะ มะมัง รักขันตุ สัพพะทา
เอเตนะ สิทธิเตเชนะ สัพพะสิทธี ภะวันตุ เต
สัพพะสัตรู วิธังเสนตุ สัพพะโสตถี ภะวันตุ เต

โยสังคามัง วะ คัจฉันโต สะรันโต ทิพพะมันตระกัง
ชะยะพะลัง สุขัง ลาภัง สัพพะสัตรู วิธังเสนตุ
ปุตตะกามา สัพเพ ปุตตัง ธะนะกามา สัพเพ ธะนัง
อะธิการัง ละ เภยยาหัง ปุริโส ปัณฑิโตปิ จะ
ราชาอิตถี จะ เสฏฐี จะ ปุริโส ปัณฑิโตปิ จะ
สีโห พะยัคโฆ วะราโห จะ อัสสะ เมณโฑ จะ สุกโร
โคมหิงสา ตะถา หัตถี ติรัจฉา นานุกัณฐกา
สัพเพ สัตรู อัญญะโลหัง ตามพะกัง สัพพะติปุกัง
อัตถิ อัญเญ จะ กุรุเต จักรานักขาปะริสะกัง
โก ชะโน ทัณฑะนาสายะ สัณหัง อัคคิ จะ วายุกัง
ขัคคะเสลัญจะ มัตติกัง ยันตะระภาสา นะสาตระกัง
อัญเญ จะ ตุมหากัง กัตวา มันตะระมายา นิโยชิตัง
เอเตนะ สิทธิเตเชนะ มะมัง รักขันตุ สัพพะทา
เอเตนะ สิทธิเตเชนะ สัพพะสิทธี ภะวันตุ เต
ทุกขะ โรคะภะยัง เวรา โสกาสัตตุ จุปัททะวา
อันตะรายานิ อะเนกานิ วินัสสันตุ จะ เตชะสา
เชยยะสิทธิ ธะนัง ลาภัง โสตถิ ภาคะยัง สุขัง พะลัง
สิริ อายุ จะ วัณโณ จะ โภคัง วุฑฒี จะ ยะสะวา
โหมิ สัพพะทา สะวาหายะฯ 

ฯลฯ มหาทิพพะมันตัง นิฏฐิตัง ฯลฯ

 
1 ความเห็น

Posted by บน เมษายน 30, 2013 in ประกาศ

 

คระหะสันติคาถา คาถาสำหรับสงบระงับเคราะห์

คระหะสันติคาถา คาถาคระหะทั้ง ๙ ไชยะคุรุง
- ฉบับวัดน้ำล้อม อำเภอเมือง จังหวัดน่าน
- ฉบับวัดนาเหลืองใน อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน
- ฉบับวัดเชตวัน อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน
คระหะสันติคาถา เป็นคาถาสำหรับสงบระงับเคราะห์ 
ถอดเป็นหัวใจนวคราสทั้ง ๙ ได้๙ อักษร “นะ วะ กะ ปะ นะ กะ วะ สุ สุ”

๐ นะระเทวะคุรุง ภะวะปาระคะตัง 
นะระเทวะปิยัง ภะวะสันติกะรัง 
นะระเทวะปะสังสิตะพุทธะวะรัง 
นะระเทวะสุภัง ปะณะมามิ ชินังฯ
๐ วะระโพธิทุเม ทุมะราชะวะเร 
สุนิสินนะมะตุล๎ยะคุโณ สุคะโต 
อะติโฆระตะเร พะหุมาระพะเล 
สุชินาติ ชิโน ปะณะมามิ ชินังฯ 
๐ กะรุณายุตะสีตะมะนัง สุคะตัง 
วะระญาณะปะภายะตะมัง วิหะตัง 
สะนะรามะระโลกะหิตัง อะสะมัง 
กะรุณานิละยัง ปะณะมามิ ชินังฯ 
๐ ปะระทุกขะนุทัง ปะระโภคะกะรัง 
ปะระโสกะนุทัง ปะระสิทธิกะรัง 
ปะระสัตตะหิตายะ ทะเม กุสะลัง 
ปะระโลกะหิตัง ปะณะมามิ ชินังฯ 
๐ นะระมัชฌะสุภัง มะรุมัชฌะ
สุภัยยะติมัชฌะสุภัง กุสะเล กุสะลัง 
นะระอัตถะกะรัง มะรุอัตถะกะรัง 
ติภะวัตถะกะรัง ปะณะมามิ ชินังฯ 
๐ กะระวีกะสะรัง วะระพ๎รัห๎มะสะรัง 
อะติวัคคุสะรัง สะวะนียะสะรัง 
วะระพุทธะวะรัง วะระธัมมะวะรัง 
นะระเทวะหิตัง ปะณะมามิ ชินังฯ 
๐ วะระสีสะทะทัง วะระจักขุทะทัง 
วะระปุตตะทะทัง วะระทาระทะทัง 
วะระรัชชะทะทัง วะระสาระทะทัง 
วะระกามะทะทัง ปะณะมามิ ชินังฯ 
๐ สุปะติฏฐิตะปาทะตะลัง สุคะตัง 
วะระลักขะณะรัญชิตะปาทะตะลัง 
มุทุทีฆะวะฏังคุลิตามพะนะขัน
อะติตุงคะนะขัง ปะณะมามิ ชินังฯ 
๐ สุวิสุทธะวะรัง สุคะตัง อะมะลัง 
อะวิสุทธะชะนัสสะ สุโธตะกะรัง 
อะติอันธะชะนานะมะนันธะกะรัง 
ปะริปุณณะปะภัง ปะณะมามิ ชินังฯ 

อุปเทห์ คาถาอันนำมาซึ่งสันติของพระเคราะห์ คาถานี้ใช้สวดเพื่อสงบเคราะห์กรรม ระงับเคราะห์ร้ายที่กำลังจะบังเกิดขึ้น คาถานี้เป็นพุทธคุณ สรรเสริญพระพุทธเจ้า ใช้ในการห้ามพระเคราะห์ อันเกิดด้วยเทพนพเคราะห์ สาธยายเพื่อหลีกโรคภัยไข้เจ็บ และหลีกเลี่ยงชะตาที่ถึงฆาต

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 15, 2013 in ประกาศ

 

เลียกดอก (ลากไข่ถอนคุณไสย์เขมร)

____________ชาวเขมร-สวย มีวิธีการรักษาโรคแบบไสยศาสตร์แบบหนึ่งที่ใช้ไข่ลากไปมา ถูไปถูมาบนร่างกาย เรียกว่า “เลียกดอก” ซึ่งแปลว่า ลากถอน ตามภาษาเขมร คำว่า เลียก หมายถึง ลาก ส่วนคำว่า ดอก หมายถึง ถอน ซึ่งเมื่อรวมความหมายแล้ว ลากไข่เพื่อถอนคุณไสย์ พิธีกรรมนี้จะใช้เมื่อคนไม่สบาย ไปหาหมอยาแผนปัจจุบันแล้ว รักษาโดยวิธีแผนปัจจุบันไม่หาย จนปัญญาและไร้สาเหตุไร้หลักเหตุผลรองรับ หรือป่วยเรื้อรัง ซีดผอม เพ้อคลั่ง ซึมเศร้า ปวดทุรนทุราย ปวดศีรษะ ปวดท้อง ปวดในข้อในกระดูก ไม่มีเรี่ยวแรง ฯลฯ ซึ่งชาวเขมร-ส่วย เชื่อว่า เป็นอาการของคนโดนของถูกคุณไสย์ ฉะนั้นญาติจะนำไปหาหมอมนต์ ทำพิธีเลียกดอก เพื่อรักษาคุณไสย์

____________เครื่องที่ใช้ในพิธีกรรม

____________กรวยดอกไม้ ๕ กรวย
____________เทียน ๑ คู่
____________ธูป ๑ คู่
____________หมาก ๕ คำ
____________ไข่ไก่สด ๑-๖ ฟอง (ตามแต่หมอมนต์กำหนด ดูจากสภาพอาการ)
____________ชาม ๑ ใบ
____________ชามและไข่ไก่ต้องเช็ดล้างให้สะอาด หลายๆรอบ
____________กระทงกาบกล้วยสี่เหลี่ยมกรุด้วยใบตอง ๑ กระทง เรียกตามภาษาเขมรว่า “เป”

การทำพิธี

____________ให้คนป่วยนั่งเหยียดเท้าทั้งสองข้าง พนมมือ (ถ้าผู้ป่วยอาการหนักก็ให้นอนหงายเหยียดเท้าก็ได้) นำกระทงกาบหล้วยวางปลายเท่าคนป่วย กรู(ครู) หรือหมอมนต์จะเคี้ยวหมากพลูเเสกมนต์เป่าที่ศีรษะคนไข้สามครั้ง หลังจากนั้นหยิบไข่ไปวางบนศีรษะพร้อมบริกรรมคาถา พลางเคลื่อนไข่ไปตามลำคอ บ่า ลำตัว สะโพก ขา จนสุดปลายเท้า แล้วนำไข่ไปวางในกระทงกาบกล้วย บางหมอมนต์ใช้ไข่ฟองเดียว บางหมอมนต์ใช้ไข้หลายฟอง โดยใช้ไข่ทีละฟองในการเสกคาถา เคลื่อนไปทั่วตัวจนถึงปลายเท้าแล้ววางไข่ในกระทงปลายเท้า

มนต์

ออมละมาด มหาละมาด เติบ กรู เปอ อัญ
เลียก ปีง ตเริว อำเปอ ปเรียย
ปีง ตเริว ปี ปรีก เติบ กรู เปรอ อัญ รำสาย
ปีง ตเริว อำเปอ ปเรียย ปันลิจ จ็อง ส็อก
ออม โสรบ มหาโสรบ
กม โน็ว กน็อง รูป แจ็ง โม ปีง หอง
เปรียะ กรู ออย อัญ โสรบ
ออม เปรียะ ปุด วิเจีย จึย
เติบ อัญ กัน ปันลึย อัญซากันลวง
กัน ลอง ดาน ปีง เดีร
อัญ ชา ขนัจ ปี เวียล อัญ ชา ปะเตียล ปี กุม
อัญ ชา อากุม ปี กน็อง คลูน
อัญ ซา กระมูน ปี กน็อง กลอง
อัญ ซา แบ็ย ดอง ยัวโม จอง จะ
กันดระ แบ็ยโดจ จำนำ เปรียะ กรู อัญ เอย
ออม ตะ เงิวๆ ม็วน เกิว กำเริก
เพ กู ลา ไก เกิบ
เปรียะ เสาะ เอย เปรียะ เสา แสน กว่า
ออม กง กัง สวาหะฯ

บทความยังเขียนไม่สมบรูณ์

 
 

ยาสั่ง

ยาสั่ง

__________ยาสั่ง เป็นยาพิษชนิดหนึ่งที่นิยมในกันมากในหมู่ชาวเขาเผ่าต่างๆในภาคเหนือ และชาวไทย-เขมร ในเขตพื้นที่จังหวัดสุรินทร์และศรีสะเกษ โดยเฉพาะบริเวณอำเภอสังขะและอำเภอขุขันธ์ ในอดีตสมัยที่ยังไม่มีโรงพยาบาล และบริการสาธารณสุขแผนใหม่เข้าไปสู่ชุมชนนั้น ชาวบ้านในเขตพื้นที่ดังกล่าวจำนวนไม่น้อยที่กล่าวได้ว่าล้มตายไปเพราะถูกยาสั่ง จนทำให้เกิดความหวาดระแวงหวาดผวากันตลอดเวลา การคบหาสมาคมระหว่างกันก็ต้องระมัดระวังมากยิ่งขึ้น แต่ปัจจุบันนี้ชาวบ้านเห็นว่าไม่มีความจำเป็นอีกแล้วที่จะต้องทำลายล้างกันด้วยยาสั่ง จึงได้ลดความสนใจลง และเชื่อกันว่าผู้ที่เรียนวิชาอาคมประเภทนี้จะหาความเจริญมาสู่ตนนั้นไม่ได้ มีแต่จะทำให้ชีวิตตนและครอบครัวไปสู่ความหายนะ ดังนั้นในหมู่คนรุ่นใหม่ปัจจุบันจึงมีคนเล่าเรียนวิชาเหล่านี้เป็นจำนวนน้อยที่ได้สืบต่อมาจากคนรุ่นเก่าก่อน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพวกนักเลงอันธพาลและอีกประการหนึ่งคนรุ่นเก่าที่มีวิชาเหล่านี้อยู่ก็สำนึกได้ว่าการมีวิชาพวกนี้เป็นสิ่งไม่ดี ถ้าใช้ไม่ระมัดระวัง และดูแลรักษากิจวัตรปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฏเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว จะเป็นอันตรายต่อตัวเอง จึงไม่นิยมถ่ายทอดให้ใครอื่นอีกต่อไป
อย่างไรก็ตามจากการบอกเล่าของชาวบ้าน พบว่าชาวบ้านยังมีความเชื่อและหวาดกลัวเรื่องนี้อยู่มาก และสามารถที่จะบอกได้ว่าใครบ้างที่มีวิชายาสั่งอยู่ในขณะนี้ จากสภาพที่พบเห็นพวกนี้จะแยกตัวเองอยู่โดดเดี่ยวจากสังคม เช่น ทำกระท่อมอยู่ตามหัวไร่ปลายนาบ้างหรือไม่ก็อยู่ห่างจากชุมชนพอประมาณ การคบหาสมาคมกับชาวบ้านอื่นๆจะมีน้อย เนื่องจากไม่มีชาวบ้านคนไหนอยากจะคบด้วย เพราะกลัวจะถูกยาสั่ง ในด้านบุคคลิกส่วนตัวก็จะดูแปลกกว่าคนอื่น คือมีความหวาดกลัว เคร่งเคียด ไม่ไว้ใจใคร มีแววตาที่บ่งบอกว่ามีอำนาจอยู่ในตัว ทำให้เกิดความน่ากลัวต่อผู้พบเห็น ส่วนการดูแลรักษาตนเองนั้นค่อนข้างจะมีน้อย จะปล่อยผม เล็บยาว และอาบน้ำไม่บ่อยนัก ดูแล้วผิดแปลกไปจากชาวบ้านอื่นอย่างเห็นได้ชัด แต่ไม่ใช่ทุกคนที่มีวิชายาสั่งจะเป็นแบบนี้ บางคนก็อยู่ในชุมชน คบหาสมาคมกับชาวบ้านแบบสามัญชนคนธรรมดา ไม่ผิดแปลกอะไรจากคนอื่นๆ

ประเภทของยาสั่ง

____________ยาสั่งที่ชาวบ้านเชื่อกัน และใช้ทำร้ายกันอยู่มี ๒ ประเภท คือ
____________๑. ยาสั่งชนิดที่เมื่อผู้ใดได้รับแล้วจะตายภายใน ๒-๓ ชั่วโมง หรือมากกว่านั้น ถ้าหากไม่สามารถเยียวยารักษาไว้ได้ทัน ซึ่งแท้จริงแล้วก็คือยาพิษ หรือยาเบื่อนั่นเอง เมื่อยาสั่งเข้าไปในร่างกายของผู้ถูกใส่แล้ว ยาก็จะออกฤทธิ์ ทำให้มีอาการผิดปกติ เช่น ปวดหัว ปวดท้อง ง่วงซึม อาเจียน ขบกราม นอนนิ่ง และหลับไปเลยไม่ฟื้น ซึ่งชาวบ้านจะไม่ค่อยนิยมใช้ยาสั่งประเภทนี้เท่าไหร่นัก เนื่องจากเรงว่าผู้ถูกใส่ยาจะสงสัย หรือล่วงรู้เพราะยาสั่งออกฤทธิ์เร็วเกินไป
____________๒. ยาสั่งชนิดที่เมื่อรับเข้าไปแล้ว จะออกฤทธิ์หรือมีผลต่อเมื่อรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่จะทำปฏิกิริยากับยาสั่งนั้นเข้าไป จะเป็นอาหารหรือเครื่องดื่มอะไรนั้นแล้วแต่ผู้ที่ใส่ยาสั่งนั้นจะประสงค์ เช่น เหล้า เนื้อวัว หน่อไม้ เนื้อไก่ เป็นต้น ถ้าไม่กินสิ่งเหล่านี้เข้าไปจะไม่เกิดผลแต่อย่างใด ไม่ว่าจะนานกี่ปีกี่เดือน ชาวบ้านส่วนใหญ่จะนิยมใช้ยาสั่งประเภทนี้ และเมื่อพูดถึงยาสั่งแล้วเป็นที่เข้าใจกันว่าเป็นยาสั่งชนิดที่ว่านี้

ลักษณะของยาสั่ง

____________ลักษณะของยาสั่งที่นิยมใช้กันมากได้แก่ ชนิดที่เป็นผงสีเทา ซึ่งประกอบไปด้วยยาหลายชนิดแล้วแต่ผู้ทำว่าจะใช้สูตรใด บางสูตรก็มี ๓ ชนิด บางสูตรก็มี ๖-๗ ชนิด ส่วนรายละเอียดของตัวยาว่ามีอะไรบ้างผสมกับอะไรนั้น ผู้เขียนไม่อาจจะเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวนั่นได้ ซึ่งถ้าจะเรียนรู้จริงต้องยอมตนเป็นลูกศิษย์เสียก่อน แต่อย่างไรก็ดี ตามที่พอจะเปิดเผยได้ก็พอมีอยู่ ตัวอย่างเช่น “ส่วนผสมของยาสั่งประกอบด้วยพืชและสัตว์บางชนิด หรืออาจจะใช้ทั้งพืชและสัตว์ผสมกัน ส่วนที่ผสมจากพืชนั้นเช่น
____________๑. ผลของต้นสบู่ดำ
____________๒. หัวกระเทียมบดใส่ขวดฝังดินไว้เอาส่วนที่เป็นเชื้อราใช้
____________๓. รากมะกอก
____________๔. รากจำปูเม็ดสีแดงเห็ดร่างแห
____________๕. หัวต้นหนอนตายหยาก
____________๖. ฯลฯ บางชนิดใช้ลำต้นเสียบเนื้อย่างให้รับประทาน จะทำให้ผู้รับประทานนั้นนอนหลับตาย

____________ส่วนผสมที่มาจากสัตว์นั้น เช่น ดีนกยูง ดีปลาช่อน ปั๊วแดง คางคกแดง จิ้งเหลนแดง ค้างคาวแดง หนูหริ่งหรือหนูยวง หัวงูเห่า
____________นอกจากนี้ยังมีส่วนผสมที่เป็นสารเคมี เช่น น้ำกรด ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า วิธีการปรุงยาสั่งส่วนใหญ่จะเอาส่วนผสมเหล่านั้นย่างไฟ แล้วเอามาบดรวมกัน เอาให้สัตว์กินเข้าไป เมื่อสัตว์นั้นตาย เอาสัตว์นั้นไปย่างให้กรอบ แล้วนำมาบดเป็นผง แล้วนำไปปลุกเสกตามวิธีทางไสยศาสตร์ เวลาจะสั่งให้ใครตาย ก็นำยานั่นผสมกับน้ำหรืออาหารให้ดื่มกินเข้าไป ยานั้นก็จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมีขึ้น ถ้ารักษาไม่ทันก็ต้องตายในที่สุด”
____________นอกจากนี้ยาสั่งยังมีลักษณะเป็นผงสีเทาดังกล่าวแล่วยังมีชนิดอื่นๆ เช่น ชนิดเม็ด ชนิดผงสีแดงหรือสีอื่นๆ ตามส่วนผสมของสมุนไพร ที่ผู้ปรุงยาต้องการให้เป็นชนิดน้ำหรือชนิดผง แม้แต่ชนิดที่เป็นยางเหนียวๆ คล้ายครีมหรือวาสรีนก็มี ซึ่งแต่ละอย่างแต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติและความเหมาะสมในการใช้ที่แตกต่างกัน เช่น ถ้าต้องการใส่กับเหล้าให้กิน ก็ต้องใช้ยาชนิดผงที่มีสักษณะสีเทาคล้ายกับเหล้าสาโท และถ้าต้องการใส่กับอาหารก็อาจจะใช้ประเภทน้ำ เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเจตนาและโอกาสของผู้ที่จะใส่ยาสั่งนั้นต้องการอย่างไร เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้วจะเห็นว่ายาสั่งนั้นมีลักษณะดังนี้
____________๑. ผง เป็นผงสีเทา หรือสีอื่นๆ ตามส่วนผสมของสมุนไพร
____________๒. เม็ด เป็นเม็ดสีเทา หรือสีอื่น ตามส่วนผสมของสมุนไพร
____________๓. น้ำ หรือยางเหนียวๆ
____________๔. เป็นส่วนผสมของของตัวยาที่ทำจากพืชและสัตว์หลายชนิดรวมๆกัน
____________๕. เป็นสารพิษในตัวเอง เป็นสารพิษในตัวเอง เมื่อกินไปแล้ว แก้ไขรักษาไม่ทันอาจถึงตายได้

วิธีใส่ยาสั่ง

____________เนื่องจากยาสั่งเป็นสารที่มีพิษและเป็นอันตรายต่อผู้ได้รับสารนั้นเข้าไป การใส่ยาสั่งก็คือการทำให้ยานั้นเข้าไปอยู่ในร่างกายของผู้ที่จะถูกใส่ เช่น ใส่ปนเข้าไปกับอาหาร เครื่องดื่ม หรือของกิน ของขบเคียวทุกชนิด โดยซ่อนไว้ไม้ให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้ตัว ส่วนใหญ่มักใส่ลงในเหล้า ในขณะที่นั่งดื่มด้วยกัน โดยซ่อนตัวยาไว้ที่ปลายเล็บของนิ้วโป้งหรือนิ้วหัวแม่มือ เวลารินเหล้าและยกแก้วเหล้าให้กิน ก็จะจับแก้วเหล้าแล้วถือโอกาสจุ่มปลายนิ้วหัวแม่มือลงไปในแก้ว ตัวยาก็จะละลายอยู่ในน้ำเหล้า ในกรณ๊ที่คนดื่อมเหล้าไม่ได้ หรือไม่ดื่มเหล้าก็ใส่ยาสั่งลงไปในอาหาร หรือเครื่องดื่มในขณะที่ผู้ที่จะถูกใส่ลืมตัวเผลอตัว ไม่คิดระแวงในเรื่องนี้ เมื่อใส่ยาสั่งเข้าไปในอาหารและดื่มกินเข้าไปในร่างกาย โดยส่วนใหญ่ยาสั่งจะไม่ออกฤทธิ์ทันที ซึ่งการออกฤทธิ์จะอาศัยผู้ใส่ยาจะไปทำพิธีทางไสยศาสตร์ โดยร่ายมนต์คาถา บางคนใช้หุ่นขี้ผึ่งแทนตัวผู้ถูกใส่ยาสั่งวางไว้หน้าโต๊ะพิธี แล้วเสกคาถาใส่หุ่นขี้ผึ่งนั้น ปล้วก็สั่งไปว่าจะให้ผู้ถูกใส่ยาสั่งมีอาการเป็นอย่างไร จะให้ตายเร็วหรือตาช้าๆอย่างทรมาน หรือจะให้ตายเฉพาะกินอาหาร หรือเครื่องดื่มชนิดใดลงไป ซึ่งเป็นชนิดที่สั่งกำกับมากับตัวยาสั่งชนิดนั้นๆ และเมื่อผู้ถูกใส่ยาสั่งไปกินอาหาร หรือเครื่องดื่มชนิดนั้นเข้าไปเมื่อใด ยาสั่งก็จะออกฤทธิ์ภายในหนึ่งวันหรือหนึ่งคืนหลังจากกินอาหารหรือเครื่องดื่มชนิดนั้นเข้าไป

วิธีป้องกันยาสั่งและรักษาเบื้องต้น

____________ชาวบ้านส่วนใหญ่นอกจากหมอทางไสยศาสตร์แล้ว ไม่มีใครรู้วิธีการป้องกันรักษาเมื่อถูกยาสั่งเลย แต่เชื่อกันว่ามีทางป้องกันรักษาโดยหมอไสยศาสตร์เท่านั้น ส่วนหมอแผนปัจจุบันยังไม่เชื่อว่าจะสามารถรักษาได้ เพราะเท่าที่ผ่านมาก็จะทำการรักษากันเองตามแบบไสยศาสตร์ โดยคาถาอาคมควบคู่กับสมุนไพรบางชนิด ซึ่งมีทั้งชนิดต้ม และชนิดผงใส่น้ำดื่ม หลังจากดื่มแล้วก็จะถ่ายและอาเจียนออกมาหมด เหมือนกับการกินยาถ่ายและวันต่อมาก็จะหายเป็นปกติ
สำหรับตัวยาที่ใช้ป้องกันรักษาเมื่อถูกยาสั่งนั่นเท่าที่จะสังเขปออกมาได้มีดังนี้
____________๑. ป้องกันก่อนดื่มหรือกินน้ำอาหารนั้น ต้องทำการทดสอบก่อนว่าในนั้นมียาสั่งเจือปนอยู่หรือไม่ ซึ่งทำได้โดยการเอางาช้างที่ตัวมันเองไปแทงหักไว้กับต้นไม้ แล้วนำงาช้างนั่นออกมาให้อาจารย์ไสยศาสตร์ลงของหรือลงคาถาให้ ซึ่งเมื่อลงคาถาปล้วเชื่อว่าเป็นของดี ไปไหนมาไหนถือติดตัวไปด้วย เมื่อเวลาสงสัยว่าในอาหารมียาสั่งปนอยู่หรือไม่ก็ เอางาช้างนั้นจุ่มลงไปในอาหารนั้น ถ้าหากงาช้างปกติแสดงว่าไม่มีอะไร แต่ถ้าหากงาช้างนั้นเปลี่ยนสีจากสีขาวเป็นสีคล้ำก็แสดงว่าในอาหารหรือเครื่องดื่มนั้นมียาสั่ง ก็ให้งดอาหารหรือเครื่องดื่มนั้นเสย หรือหากเผลอกินเข้าไปแล้วต้องรีบไปหาหมอทางไสยศาสตร์มารักษาทันที ไม่เช่นนั้นอาจตายได้ 
__________ในบางครั้งอาจจะใชโลหะเงินตรวจดูซึ่งปกติแล้วยาพิษจะทำปฏิกิริยากับเงินเป็นสีดำคล้ำ แต่โดยการทดสอบหายาสังบางประเภทแม้จะใช้เงินตรวจ หรือตรวจด้วยวิธีอื่นแบบหายาพิษโดยทัวไปบางครั้งก็ไม่อาจจะพบได้ ยาสั่งบางชนิดไม่สามารถที่จะตรวจสอบได้ด้วยวิธีการหายาพิษในอาหรเช่นปัจจุบัน เห็ดพิษอาจจะตรวจสอบด้วยกระเทียมหรือข้าวสาร แต่ถ้าถูกนำมาทำเป็นยาสั่งก็ไมอาจจะจับได้ว่ามียาพิษ
___________หลักการตรวจสอบที่ตายตัวจริงๆนั้น ท่านให้ใช้จิตทีฝึกมาดีแล้ว ตรวจด้วยสมาธิ และคถกันคุณไสย์ต่างๆก็สามารถใช้จับทิศกรหาว่าในอาหารนั้น พิจารณาว่ามียาสั่งอยู่หรือไม่ก็ทำได้

____________๒. เมื่อเผลอกินอาหารหรือเครื่องดื่มที่มียาสั่งปนอยู่เข้าไปแล้ว ก็ให้รีบไปหาหมอทางไสยศาสตร์หรืออาจจะใช้ตัวยาสมุนไพรต่อไปนี้มาต้มกินหรือฝนกับน้ำให้กิน ซึ่งสามารถช่วยชีวิตไว้ได้เช่นกันหรืออาจจะถ่วงเวลาได้ในระยะหนึ่งกว่าจะหายาแก้ยาสั่งนั้นได้
๒.๑ ชนิดยาต้ม ปนะกอบไปด้วยสมุนไพร ๔ ชนิด และมีการเสกคาถาอาคมใส่เข้าไปด้วย ได้แก่
____________๑. สารส้มเขียว
____________๒. ต้นประเดียลกรัญ หรือโลทนงแดง
____________๓. ต้นตระยอง หรือ ประยงค์ป่า หรือพระเจ้าห้าพระองค์
____________๔. ว่านพญาขาว ทั้งตัวผู้และตัวเมีย
๒.๒ ชนิดฝนกับน้ำมี ๕ ชนิด ได้แก่
____________๑. สารส้มเขียว
____________๒. รากขปงต้นรุไร หรือเสลดพังพอนตัวผู้
____________๓. ต้นและรากของรุกัด
____________๔. รากของต้นตะขบ หรือตะขบ
____________๕. พระเจ้าห้าพระองค์
๒.๓ ชนิดว่าน ใช้ใบว่านจืด หรือ รางจืด ประมาณ ๑๒ ใบ ตำผสมน้ำซาวข้าวประมาณ ๖ ช้อนโต๊ะ หรือจะใช้รากรางจืดฝนกับน้ำซาวข้าวให้ดื่มก็ได้ จะทำให้ผู้ถูกยาสั่งปลอดภัยได้ภายใน ๑ ชั่วโมง

บทความยังไม่สมบูรณ์

 
 
%d bloggers like this: