RSS

Author Archives: ๙ มหาเวทย์

About ๙ มหาเวทย์

ศิษยานุศิษย์ ๙ สำนักศิลปวิทยาธร

โองการพระอรหันต์แปดทิศ (น้ำมนต์มหามะกรูด ๘ กิ่ง)

โองการพระอรหันต์แปดทิศ

……….กล่าวถึงท้าวเวสสุวรรณได้ทำยาพิษขึ้นมา แล้วท้าวกุเวรพร้อมด้วยบริวารยักษ์ ได้นำยาพิษไปโปรยตามที่ต่างๆ จนมนุษย์และสัตว์ได้รับความเจ็บป่วยและตาย พระพุทธเจ้าจึงให้พระอรหันต์แปด พระองค์ไปปราบยักษ์และถอนพิษเหล่านั้น ซึ่งได้แก่ พระสารีบุตรที่ทิศบูรพา พระกัสสปะที่ทิศอาคเนย์ พระโมคคัลลานะที่ทิศทักษิณ พระอานนท์ที่ทิศหรดี พระโกณฑัญญะที่ทิศประจิม พระควัมปติที่ทิศพายัพ พระกัจจายนะที่ทิศอุดร และพระราหุลที่ทิศอีสาน
……….โองการพระอรหันต์แปดทิศใช้ปรุงนำมนต์แก้พิษ ถอนพิษทั้งปวง ปราบยักษ์ ไล่ผี แก้คุณผีแก้คุณยักษ์ บางท่านเรียกว่า “โองการมหามะกรูด ๘ กิ่ง” 

_____________________________.

๏ พุทโธ จ มัศมน ชิโมเชฏโฐ 
ข้าพเจ้าจะประนมบังคมบาทชุลีกรอภิวาท 
ปางเมื่อพระพุทธองค์เสด็จ
จะมาตรัสในร่มไม้ชัดพระศรีมหาโพธิ์ 
พระองค์เสด็จจะมาโปรดเวไนยสัตว์
อันฝูงชนต้องวิบัติทุกสิ่งสรรพ์ 
ด้วยท้าวเวสสุวรรณอันเรืองฤทธิ์ 
ปรุงยาพิษประกอบกับหมู่คณาฝูงปีศาจ 
ทั้งท้าวกุเวรนุราชกุมภัณฑยักษ์ 
ชื่ออัคคมูขีผีป่าโปง ผีตายโหงแลภูติพราย 
เอาห่อยาไปเที่ยวโปรยปรายไว้ทุกเส้นหญ้า 
ในคงคาห้วยแลหนอง ฝูงสัตว์ถูกต้องเจ็บปวดตาย 
คนทั้งหลายออกทรพิษ เป็นฝีหิดพิษมืดมัว 
เจ็บปวดหัวไปทุกแห่งหน เกิดพิกลไปทุกแห่ง 
ปางสมเด็จพระบรมพิชิตมารนี้สุทธนาการ 
ท่ามกลางอรหันต์ล้อมทั้งแปดทิศ 
โปรดประสิทธิ์กับพระมหาเถรทั้งแปดพระองค์
ท่านจึงชวนกันไปช่วยขับไล่ล้างพิษที 
พระมหาเถรถวายอัญชุลีบังคมลา 
ต่างกระทำซึ่งเดชาทั้งแปดพระองค์ 
บ้างก็ทรงสำแดงล้างพิษที ขับฝูงผีด้วยฤทธา ๛

ฯ ๑ ฯ สารีปุตฺโต จ ปพฺพายํ 
ฝ่ายพระสารีบุตรพระมหาเถรเจ้า
เสด็จเฝ้าอยู่บูรพทิศ ได้ประสิทธิ์ขับปีศาจ 
ให้เร่งกวาดเอาห่อยาใบยาชาจากนคร 
อสูรปีศาจเร่งร้อน 
แตกตื่นหนีกระจัดกระจายไปทุกแห่ง 
พระองค์ทรงสำแดงฤทธิ์ 
เนรมิตเป็นกำแพงศิลาแลงสูงสองโยชน์ 
โดยฤทธิโสดประสิทธิให้แก่กู 
อมหุลุๆ สะวาหาย นะถอน โมลุด พุทเคลื่อน ธาคลาย 
ยะสูญหายไปบัดนี้ คัดชะอะมุมหิโอกาเสติถาหิ

ฯ ๒ ฯ อคฺคเนยฺเย จ เรวตฺโต กสฺสโป 
ฝ่ายพระกัสสปะพระมหาเถรเจ้า 
พระองค์เสด็จเฝ้าอยู่ทิศอาคเนย์
กล่าวอุปะเทแก่หมู่มารปีศาจตามวิสัย 
มีตนใหญ่เท่าแผ่นฟ้ามีหน้าใหญ่เท่าแผ่นดิน 
มึงไปเที่ยวกินมนุษย์แลฝูงสัตว์
มึงเร่งกำจัดไปอย่าช้า กูจะว่าด้วยพระคาถา 
อิติปิโสภควา ก ข คฺค ฆฺฆ งฺง ฯลฯ 
สะหะละอัง ฯ พระองค์ประสิทธิ์
ต่างเป็นกำแพงศิลาแลงสูงห้าโยชน์ 
โดยฤทธิโสดประสิทธิให้แก่กู 
อมหุลุๆ สะวาหาย นะถอน โมลุด พุทเคลื่อน ธาคลาย 
ยะสูญหายไปบัดนี้ คัดชะอะมุมหิโอกาเสติถาหิ

ฯ ๓ ฯ ทกฺขิเน อุตเร โมคฺคลฺลาโน 
ฝ่ายพระโมคคัลลาพระมหาเถรเจ้า
เสด็จเฝ้าอยู่ทักษิณ ขับอสูรมารไพรีในใต้หล้า 
พระองค์มาเนรมิตให้เป็นไฟไหม้เผา 
ฝูงสัตว์ง่วงเหงาวินาศผุยผง 
ด้วยฤทธิ์ของพระองค์ประสิทธิให้แก่กู
อมหุลุๆ สะวาหาย นะถอน โมรุด พุทเคลื่อน ธาคลาย 
ยะสูญหายไปบัดนี้ คัดชะอะมูมหิโอกาเสติถาหิ

ฯ ๔ ฯ อานฺนท หรติยํ 
ฝ่ายพระอานนท์พระมหาเถรเจ้าพระองค์
เสด็จเฝ้าอยู่ทิศหรดี 
ขับฝูงผีทั้งนายบ่าวคำกูกล่าวอย่าแถลง
พระองค์ทรงสำแดงฤทธิ์ 
เนรมิตรเป็นกำแพงศิลาแลงสูงห้าโยชน์
โดยฤทธิโสดประสิทธิ์ให้แก่กู
อมหุลุๆ สะวาหาย นะถอน โมลุด พุทเคลื่อน ธาคลาย 
ยะสูญหายไปบัดนี้ คัดชะอมุมหิโอกาเสติถาหิ

ฯ ๕ ฯ โกณฺฑญฺโญ จ ปฺรจิมฺเม 
ฝ่ายพระโกณฑัญญะพระมหาเถรเจ้า
เสด็จเฝ้าอยู่ประจิมทิศ
ทรงสำแดงฤทธิเดชา ขับผีป่าผีโป่ง ผีโรงผีศาล 
ผีกินกบาลอย่าอยู่นานเร่งออกไป 
ด้วยฤทธิไกรพระโกณฑัญประสิทธิให้แก่กู
อมหุลุๆ สะวาหาย นะถอน โมลุด พุทเคลื่อน ธาคลาย 
ยะสูญหายไปบัดนี้ คัดชะอะมุมหิโอถาเสติถาหิ

ฯ ๖ ฯ พายพฺพเย จตวาหตฺถ 
ฝ่ายพระภควัมปติพระมหาเถระเจ้า
เสด็จเฝ้าอยู่ทิศพายัพ
ได้สดับโองการได้ประหารขับผีปีศาจภูติร้ายกาจ 
ผีโขมดขมานยา ผีละว้าตีนเดี่ยว
ไปเที่ยวกินคนเป็นอาหาร 
ได้ฟังโองการพระภควัมปติ หลบหลีกหนีให้่พ้น 
ด้วยมนต์พระภควัมปติประสิทธิ์ให้แก่กู 
อมหุลุๆ สะวาหาย นถอน โมลุด พุทเคลื่อน ธาคลาย 
ยะสูญหายไปบัดนี้ คัดชะอะมุมหิโอกาเสติถาหิ

ฯ ๗ ฯ อุตฺตเร จ กัจจายนะเถรพระผู้เป็นเจ้า 
พระองค์เสด็จจะเฝ้าอยู่อุตตรทิศ 
พระเนรมิตเป็นกำแพงศิลาแลงสูงห้าโยชน์ 
พระเสด็จมาโปรดให้เป็นสุข 
ให้พ้นทุกข์จากโรคโรคา 
สัพเพยักขาอะระปีศาจ ก็ไม่อาจจะอยู่ชา
ด้วยมนตราประสิทธิ์ให้แก่กู 
อมหุลุๆ สะวาหาย นะถอน โมลุด พุทเคลื่อน ธาคลาย 
ยะสูญหายไปบัดนี้ คัดชะอะมุมหิโอกาเสติถาหิ

ฯ ๘ ฯ ราหุโล เจว อีสาเน 
ฝ่ายพระราหุลพระมหาเถรเจ้า 
พระเสด็จเฝ้าอยู่ทิศอีสาน 
พระองค์จะประหารพวกอสัตย์บาน 
กูจะปราบมึงให้ราบลื่นดุจพื้นพสุธา 
กูจะเรียกด้วยพระคาถาว่า อาคจฺฉาย อาคจฺฉาหิ 
มึงมานี้กูจะว่าให้มึงฟัง มึงเร่งระวังตัวหัวมึงจะขาด 
มึงมิอาจที่จะได้เกิดเป็นมนุษย์ 
ด้วยพระพุทธบัญญัติแรกปฐม 
มึงกินแต่อาจมเป็นอาหาร 
เหล่าพวกมิจฉาจารเปรตอสูรกาย 
มึงอย่ามายที่จะได้เกิด แต่เอากำเนิดในนรก 
ทำโกหกพระศาสนา ฝูงประชามาล้มตาย 
ให้พรัดพรากลูกแลเมีย 
มึงเร่งกำจัดเอาพิษของมึงออกไปเสียจากคนใค 
กูจะเฆี่ยนมึงด้วยหวายลงด้วยพระวิประสิทธิศักดิ์ 
กูเอาองครักษ์มาปักขึง มัดมึงกลิ้งลงกับพระธรณี 
กูจะเฆี่ยนกูจะตีให้ย่อยยับกูจะผ่า กูจะสับให้เป็นชิ้นๆ 
ดิ้นอยู่หลุบๆ กูจะต่อยกูจะทุบด้วยกระบองเพชร 
ให้มึงเข็ดให้มึงหลาบ กูจะปราบมึงให้
เป็นจุลวิจุล ด้วยอำนาจพระราหุลประสิทธิให้แก่กู 
อมหุลุๆ สะวาหาย นะถอน โมลุด พุทเคลื่อน ธาคลาย 
ยะสูญหายไปบัดนี้ คัดชะอมุมหิโอกาเสติถาหิ

สํ โมหติสมุหตา สหเสมาสหเนยฺย 
นะถอด โมถอน พุทคลอน ธาเคลื่อน 
ยะลุด ปสฺสสิ อาวุโสตาอาปจฺจ

โย พุทโธพุทธัสกำจัดออกไป 
อย่าเข้ามาใกล้เสมามณฑล 
ออกไปให้พ้นวินาศสันติ 
คัดชะอะมุมหิโอกาเสติถาหิ 
หิริโอสับพะสำปันน้า สูกคะทำมะสะมาหิตาสันโต 
สัปปุริสาโรเกเทวะทำมาติวุดจะเร คัดชะเนเหตุปัจโย 
เอเหเทเสสิ คัดชะอะมุมหิโอกาเสติถาหิ ฯ 

สัมพุทโธ ทิปะทัง เสฏโฐ
นิสินโน เจวะ มัชฌิเม
โกณฑัญโญ ปุพพะภาเค จะ
อาคเณยเย จะ กัสสะโป
สารีปุตโต จะ ทักขิเณ
หะระติเย อุปาลิ จะ
ปัจฉิเมปิ จะ อานันโท
พายัพเพ จะ ควัมปะติ
โมคคัลลาโน จะ อุตตะเร
อีสาเนปิ จะ ราหุโล
อิเม โข มังคะลา พุทธา
สัพเพ อิธะ ปะติฏฐิตา
วันทิตา เต จะ อัมเหหิ
สักกาเรหิ จะ ปูชิตา
เอเตสัง อานุภาเวนะ
สัพพะโสตถี ภะวันตุโน

อิจเจวะมัจจันตะนะมัสสะเนยยัง
นะมัสสะมาโน ระตะนัตตะยังยัง
ปุญญาภิสันทัง วิปุลัง อะลัตถัง
ตัสสานุภาเวนะ หะตันตะราโย

จบโองการพระอรหันต์แปดทิศ

 
1 ความเห็น

Posted by บน พฤษภาคม 24, 2012 in ประกาศ

 

โองการแช่งน้ำ ประกาศแช่งน้ำโคลงห้า

โองการแช่งน้ำ ประกาศแช่งน้ำโคลงห้า

(โองการสำหรับใช้อ่านเมื่อมีพิธีถือน้ำกระทำสัตย์สาบานต่อพระมหากษัตริย์)

ร่าย (ร่ายพระวิษณุ พระนารายณ์)
๏ โอมสิทธิสรวงศรีแกล้ว แผ้วมฤตยู เอางูเป็นแท่น แกว่นกลืนฟ้ากลืนดิน บินเอาครุฑมาขี่ สี่มือถือสังข์จักรคธาธรณี ภีรุอวตาร อสูรแลงลาญทัก ททัคนิจรนาย ฯ (แทงพระแสงศรปลัยวาต)

ร่าย (ร่ายพระอิศวร พระศิวะ)
๏ โอมปรเมศวรา ผายผาหลวงอะคร้าว ท้าวเสด็จเหนือวัวเผือก เอาเงือกเกี้ยวข้าง อ้างทัดจันทร์เป็นปิ่น ทรงอินทรชฎา สามตาพระแพร่ง แกว่งเพชรกล้า ฆ่าพิฆนจัญไร ฯ (แทงพระแสงศรอัคนิวาต)

ร่าย (ร่ายพระพรหม)
๏ โอมชัยชัยไขโสฬสพรหมญาณ บานเศียรเกล้า เจ้าคลี่บัวทอง ผยองเหนือขุนห่าน ท่านรังก่อดินก่อฟ้า หน้าจตุรทิศ ไทยมิตรดา มหากฤตราไตร อมไตยโลเกศ จงตรีศักดิท่าน พิญาณ ปรมาธิเบศ ไทธเรศสุรสิทธิพ่อ เสวยพรหมาณฑ์ใช่น้อย ประถมบุญภารดิเรก บูรภพบรู้กี่ร้อย ก่อมา ฯ (แทงพระแสงศรพรหมาศ)

๏ นานาอเนกน้าวเดิมกัลป์                    จักร่ำจักราพาฬเมื่อไหม้
กล่าวถึงตระวันเจ็ดอันพลุ่ง                   น้ำแล้งไข้ขอดหาย ฯ
๏ เจ็ดปลามันพุ่งหล้าเป็นไฟ                 วาบจัตุราบายแผ่นขว้ำ
ชักไตรตรึงษ์เป็นเผ้า                             แลบ่ล้ำสีลอง ฯ
๏ สามรรถญาณครเพราะเกล้าครองพรหม    ฝูงเทพนองบนปานเบียดแป้ง
สรลมเต็มพระสุธาวาสแห่งหั้น               ฟ้าแจ้งจอดนิโรโธ ฯ
๏ กล่าวถึงน้ำฟ้าฟาดฟองหาว               ดับเดโชฉ่ำหล้า
ปลาดินดาวเดือนแอ่น                           ลมกล้าป่วนไปมา ฯ
๏ แลเป็นแผ่นเมืองอินทร์                      เมืองธาดาแรกตั้ง
ขุนแผนแรกเอาดินดูที่                           ทุกยั้งฟ้าก่อคืน ฯ
๏ แลเป็นสี่ปวงดิน                                 เป็นเขายืนทรง้ำหล้า
เป็นเรือนอินทร์ถาเถือก                         เป็นสร้อยฟ้าคลี่จึ่งบาน ฯ
๏ จึ่งเจ้าตั้งผาเผือกผาเยอ                    ผาหอมหวานจึ่งขึ้น
หอมอายดินเลอก่อน                             สรดึ้นหมู่แมนมา ฯ
๏ ตนเขาเรืองร่อนหล้าเลอหาว             หาวันคืนไป่ได้
จ้าวชิมดินแสงหล่น                               เพียงดับไต้มืดมูล ฯ
๏ ว่นว่นตาขอเรือง                                เป็นพระสูรย์ส่องหล้า
เป็นเดือนดาวเมืองฉ่ำ                           เห็นฟ้าเห็นแผ่นดิน ฯ
๏ แลมีค่ำมีวัน                                       กินสาลีเปลือกปล้อน
บมีผู้ต้อนแต่งบรรณา                            เลือกผู้ยิ่งยศเปนราชาอะคร้าว
เรียกนามสมมติราชเจ้า                         จึ่งตั้งท้าวเจ้าแผ่นดิน ฯ
๏ สมมติแกล้วตั้งอาทิตย์เดิมกัลป์         สายท่านทรงธรณินทร์เรื่อยหล้า
วันเสาร์วันอังคารวันไอยอาทิ์                กลอยแรกตั้งฟ้ากล่าวแช่งผี ฯ
๏ เชืยกบาศด้วยชันรอง                         ชื่อพระกำปู่เจ้า
ท่านรังผยองมาแขก                              แรกตั้งขวัญเข้าธูปเทียน ฯ
๏ เหล็กกล้าหญ้าแพรกบั้นใบตูม            เชียรเชียรใบบาตรน้ำ
โอมโอมภูมิเทเวศ                                 สืบค้ำฟ้าเที่ยงเฮยย่ำเฮย ฯ
๏ ผู้ใดเภทจงคด                                   พาจกจากซึ่งหน้า
ถือขันสรดใบพลูตานเสียด                   หว้ายชั้นฟ้าคู่แมน ฯ
๏ มารเฟียดไททศพล ช่วยดู                 ไตรแดนจักอยู่ค้อย
ธรรมมารคปรตเยกช่วยดู                      ห้าร้อยเฑียรแมนเดียว ฯ
๏ อเนกถ่องพระสงฆ์ช่วยดู                    เขียวจรรยายิ่งได้
ขุนหงส์ทองเกล้าสี่ช่วยดู                      ชรอ่ำฟ้าใต้แผ่นหงาย ฯ
๏ ฟ้าฟัดพรีใจยังช่วยดู                          ใจตายตนบใกล้
สี่ปวงผีหาวแห่งช่วยดู                           พื้นใต้ชื่อกามภูมิ ฯ
๏ ฟ้าชรแร่งหกคลองช่วยดู                   ครูมคลองแผ่นช้างเผือก
ผีกลางหาวหารแอ่นช่วยดู                     เสี่ยงเงือกงูวางขึ้นลง ฯ
๏ ฟ้ากระแฉ่นเรือนผยองช่วยดู              เอาธงเป็นหมอกหว้าย
เจ้าผาดำสามเส้าช่วยดู                          แสนผีพึงยอมท้าว
๏ เจ้าผาดำผาเผือกช่วยดู                      หันเหย้าวปู่สมิงพราย ฯ
เจ้าผาหลวงผากลายช่วยดู ฯ
๏ ดีร้ายบอกคนจำ                                 ผีพรายผีชรหมื่นดำช่วยดู
กำรูคลื่นเป็นเปลว                                 บซื่อน้ำตัดคอ ฯ
๏ ตัดคอเร็วให้ขาด                               บซื่อมล้างออเอาใส่เล้า
บซื่อน้ำหยาดท้องเป็นรุ้ง                      บซื่อแร้งกาเต้าแตกตา ฯ
๏ เจาะเพาะพุงใบแบ่ง                           บซื่อหมาหมีเสือเข่นเขี้ยว
เขี้ยวชาชแวงยายี                                 ยมราชเกี้ยวตาตาวช่วยดู ฯ
๏ ชื่อทุณพีตัวโตรด                              ลมฝนฉาวทั่วฟ้าช่วยดู
ฟ้าจรโลดลิวขวาน                                ขุนกล้าแกล้วขี่ยูงช่วยดู ฯ
๏ เคล้าฟ้าเคลือกเปลวลาม                   สิบหน้าเจ้าอสูรช่วยดู
พระรามพระลักษณชวักอร                    แผนทูลเขาเงือกปล้ำช่วยดู ฯ

ร่าย
๏ ปล้ำเงี้ยวรอนราญรงค์ ผีดงผีหมื่นถ้ำ ล้ำหมื่นผา มาหนน้ำหนบก ตกนอกขอกฟ้าแมน แดนฟ้าตั้งฟ้าต่อ ล่อหลวงเต้า ทั้งเหง้าภูติพนัสบดี ศรีพรหมรักษ์ยักษ์กุมาร หลายบ้านหลายเท่า ล้วนผีห่าผีเหว เร็วยิ่งลมบ้า หน้าเท่าแผง แรงไกยเอาขวัญ ครั้นมาถึงถับเสียงเยียชระแรงชระแรง แฝงข่าวยินเยียรชระรางชระราง รางชางจุบปาก เยียจะเจียวจะเจียว เขี้ยวสรคาน อานมลิ้น เยียละลายละลาย ตราบมีในฟ้าในดิน บินมาเยียพพลุ่ง จุ่งมาสูบเอา เขาผู้บซื่อ ชื่อใครใจคด ขบถเกียจกาย วายกระทู้ฟาดฟัด ควานแควนมัดศอก หอกดิ้นเด้าเท้าถก หลกเท้าให้ไปมิทันตาย หงายระงมระงม ยมบาลลากไป ไฟนรกปลาบปลิ้นดิ้นพลาง เขาวางเหนืออพิจี ผู้บดีบซื่อ ชื่อใครใจคด ขบถแก่เจ้า ผู้ผ่านเกล้าอยุธยา สมเด็จพระรามาธิบดี ศรีสินทรบรมมหา จักรพรรดิศรราชาธิราช ท่านมีอำนาจมีบุญ คุณอเนกา อันอาศัยร่ม แลอาจข่มชัก หักกิ่งฆ่า อาจถอนด้วยฤทธานุภาพ บาปเบียนตน พันธุ์พวกพ้อง ญาติกามาไส้ร ไขว้ใจจอด ทอดใจรัก ชักเกลอสหาย ตนทั้งหลายมาเพื่อจะทำขบถ ทดโทรห แก่เจ้าตนไส้ร จงเทพยุดาฝูงนี้ให้ตายในสามวัน อย่าให้ทันในสามเดือน อย่าให้เคลื่อนในสามปี อย่าให้มีสุขสวัสดีเมื่อใด อย่ากินเข้าเพื่อไฟจนตาย ฯ

๏ จงไปเป็นเปลวปล่อง                        อย่าอาไศรยแก่น้ำจนตาย
น้ำคลองกลอกเป็นพิษ                         นอนเรือนคำรนคาจนตาย ฯ
๏ คาบิดเปนตาวงุ้ม                             ลืมตาหงายสู่ฟ้าจนตาย
ฟ้ากระทุ่มทับลง                                 ก้มหน้าลงแผ่นดินจนตาย
แล่งแผ่นดินปลงเอาชีพไป                    สีลองกินไฟต่างง้วน ฯ

ร่าย
๏ จรเข้ริบเสือฟัด หมีแรดถวัดแสนงขนาย หอกปืนปลายปักครอบใครต้องจอบจงตาย งูเงี้ยวพิษทั้งหลายลุ่มฟ้า ตายต่ำหน้ายังดิน นรินทรหยาบหลายหล้า ใครกวินซื่อแท้ผ่านฟ้า ป่าวอวยพร ฯ

๏ อำนาจแปล้เมือแมนอำมรสิทธิ                         มีศรีบุญพ่อก่อเศกเหง้า
ยศท้าวตริไตรจักร                                           ใครซื่อเจ้าเติมนาง ฯ
๏ มิ่งเมืองบุญศักดิ์แพร่                                     ใครซื่อรางควายทอง
เพิ่มช้างม้าแผ่วัวควาย                                      ใครซื่อฟ้าส่องย้าวเร่งยิน ฯ
๏ เพรงรัตนพรายพรรณยื่น                                ใครซื่อสินเภตรา
เพิ่มเข้าหมื่นมหาไชย                                        ใครซื่อใครรักเจ้าจงยศ ฯ
๏ กลืนชนมาให้ยืนยิ่ง                                       เทพายศล่มฟ้า
อย่ารู้ว่าอันตราย                                             ใจกล้าได้ดังเพชร ฯ

ร่าย
๏ ขจายขจรอเนกบุญ สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรบรมมหาจักรพรรดิศรราชเรื่อยหล้า สุขผ่านฟ้าเบิกสมบูรณ์พ่อสมบูรณ์ ฯ

.__________________________________.

Read the rest of this entry »

 

คัมภีร์ปัถเวทน์ ตำรานิมิตพระยาปัตถเวน

ตำรานิมิตพระยาปัตถเวน

อุสภา  รุกฺขา   คาวิโย  ควา  จ  อสฺโส
กโส   สิคาลี   จ   กุมฺโภ  โปกฺขรณี  จ
อปากจนฺทนํ   ลาวูนิ   สีทนฺติ   สิลา
ปลวนฺติ   มณฺฑูกิโย     กณฺหสปฺเป
คิลนฺติ   กาก   สุวณฺณา    ปริวารยนฺติ
ตสาวกา    เอฬกานํ   ภายนติ 
วิปริยาโย     วตฺตติ    นยิธมตฺถิ ฯ

           ปางองค์ชินวงศ์พระจอมไตร               อันอาศัยสาวัตถีบุรีสถาน
ภิกษุสงฆ์สองหมื่นเป็นบริวาร                         พระสำราญอยู่ในเขตพระเชตุพน
กรุงกษัตริย์ปัตถเวนไปทูลถาม                        ด้วยข้อความนิมิตคิดฉงน
อภิวาทเบื้องพระบาทยุคล                             แล้วทูลฝันแต่ต้นไปจนปลาย
            สมเด็จพระชินสีห์โมลีโลก                จึงดับโศกกรุงดฃกษัตริย์ให้เสื่อมหาย
แย้มพระโอษฐ์โชติช่อวิเชียรพราย                  สว่างฉายพระเขี้ยวแก้วแวววาว
_____สว่างวับจับคันธุกุฎี                              พระรังษีเป็นเกลียวสีเขียวขาว
อีกนิลแนบแซมหงส์เป็นวงวาว                       ทั้งแดงขาวสีเบญจรงค์พราย
            ข่มขี่ระสุริยงค์                                จากโอษฐ์องค์งามละออเป็นช่อฉาย
เผยพุทธบรรหารประทานนาย                         อันตรายนี้ไม่มีแก่บพิตร
จะได้แก่ศาสนาตถาคต                                โดยกำหนดสองพันเศษสังเกตกิจ
ราษฎรจะร้อนดังไฟพิษ                                จะวิปริตทุกอย่างต่าง ๆ เป็น 

พระสุบินที่ ๑.

 

            ๑. ฝันว่าโคทั้งที่มีกำลัง              แล่นประดัวมาโดยทิศนิมิตรเห็น
จะชนกันแล้วหันห่างกระเด็น                    ต่างหลีกลี้หนีเร้นไปหายตัว
ทรงภิปรายทายว่าฤดูฝน                         เมฆหมอกมนมืดมิดทุกทิศทั่ว
ดังจะปลายสายพิรุณขุ่นเขียวมัว               วายุพีดกลัดกลั้วละลายไป
จะลำบากยากเย็นแก่ไพร่พล                    ด้วยฟ้าฝนไม่ตกมาในไร่
ทั้งต้นข้าวเต้าแตกเหี่ยวแห้งไป                 ผลมะม่วงมะปรางจะบางเบา
เกิดข้าวยากหมากแพงทุกแหล่งหล้า          ฝูงประชาแค้นคับจะอับเฉา
ด้วยมนตรีโมหาปัญญาเยาว์                     ลำเอียงเอาอามิสไม่คิดธรรม์ 

.____________________________. 

พระสุบินที่ ๒.

            ๒. ฝันว่าไม้รุ่นเจริญผล          ดูพิกลเหมือนไม้ในไพรสณฑ์
พระทรงสัตยตรัสทายทำนายฝัน           ภายหน้านั้นชายหญิงจะทิ้งเหล่า
จะคบชู้สู่หาสมาคม                            จะเสพย์สมกันแต่แรกพึ่งรุ่นสาว
กุมารีจะมีบุตรแต่รุ่นราว                       ไม่ยืนยาวยากเย็นด้วยเข็ญมี 

.____________________________. 

พระสุบินที่ ๓.

            ๓. ฝันว่าแม่โคคาวิน              วอนขอนมลูกกินน่าบัดสี
ทรงภิปรายทายว่า                             นิมิตนี้ไปภายหน้าจะมีเป็นแน่นอน
พ่อแม่แก่ชรามาหาบุตร                       ทั้งที่สุดข้าวปลาและผ้าผ่อน
ต้องมายอมปลอบขอเฝ้าง้องอน           มันขอดข้อนสำคัญให้อับอาย
พูดหยาบช้าต่อบิดาชนนี                      กล่าววาทีให้ช้ำทำฉลาย
มิได้มีหิริโอตัปปะ ละอาย                     พูดหยาบคายขี่ข่มคารมพาล 

.____________________________. 

พระสุบินที่ ๔.

            ๔. ฝันว่าโคใหญ่เคยไถนา          ไม่นำพาปล่อยปละจากสถาน
เอาลูกโคเทียมไถเข้าใช้การ                    ไม่เคยงานเสียรอยย่อยยับไป
เดินดินแตกแยกข้ามคันนาหนี                  ไม่รู้ในท่วงทีทำนองไถ
มีพุทธบรรหารว่า
นานไป                         นเรศไทท้าวพระยาทุกธานี
จะคบคนพาลปัญญาหยาบ                     ใจบ้าบาปหนุนคะนองให้ครองที่
นับถือว่าสุจริตความคิดดี                       ได้ท่วงทีพวกอุทานก็ลามรวน
ถึงได้เป็นเสนาที่ปรึกษาความ                 ถ้าวู่วามตามศักดิ์แล้วหักหวน
ความชอบผิด
มิได้คิดเป็นข้อควร             เอาแต่ส่วนสินบลคนเข็ญใจ 

.____________________________. 

พระสุบินที่ ๕.

            ๕. ฝันว่ามีม้านั้นสองปาก          เห็นหญ้าหยากปากอ้าน้ำลายไหล
บุรุษลองปองป้อนจนอ่อนใจ                  หยิบหญ้าหย่อนยื่นให้ไม่เว้นวาย
มีพุทธฎีกาพยากรณ์                             ผู้ตัดรอนความราษฎรสิ้นทั้งหลาย
ระรวบรวมกันกินทั้งสองฝ่าย                  จะให้แนะนำโจทก์จำเลย
กินกันพลางทางข่มด้วยลมลวง               เหนี่ยวหน่วงถามถึงแล้วนิ่งเฉย
บ้างอาศัยใช้การจนนานเลย                   ความก็เลยแห้งร้าวอยู่ค้างปี 

.____________________________. 

พระสุบินที่ ๖.

            ๖. ฝันว่าสุวรรณณภาชุน์ทอง             สุนัขปองขึ้นนั่งน่าบัดสี
เอื้อนพระโอษฐ์โปรดพุทธวาที                       ว่าพาลาจะได้ที่เสนีย์นาย
จะหยิ่งยศมาสำทับไม่นับปราชญ์                     เสพสังวาสคบพาลประมาณหมาย
เหมือนขมิ้นขยำน้ำปูนละลาย                         ทั้งไพร่นานจะคนองลำพองพาล 

.____________________________. 

พระสุบินที่ ๗.

            ๗. ฝันว่ามีผู้พันเชือกหนัง        อยู่เคหังเพิงพะในสถาน
ปลายเชือกเสือกห้อยลงย้อยยาน          สุนัขนอนใต้ร้านกัดดินไป
ยิ่งฟั่นก็ยิ่งสั้นไปหมดสิ้น                     หายืดลงถึงดินนั้นไม่ได้
พระโลกุตตมาจารย์บรรหาร                 ไว้ว่านานไปจึงจะเห็นขุกเข็ญมี
ชายมาหาลาภสักการที่บ้านเรือน          หญิงก็เบือนบากบ่ายจำหน่ายหนี
ทำแสนงอนซ่อนทรัพย์คิดอัปรีย์           ข่มขี่หยาบคายให้ชายกลัว
ทำยอกยักลักทรัพย์ส่งให้ชู้                 ตะแคงค่อมขู่ข่มเหงผัว
ชายก็เขลาเมารักสมัครมัว                  เห็นผัวกลัวก็กลับข่มให้สมใจ 

.____________________________. 

พระสุบินที่ ๘.

            ๘. ฝันว่าประชาชนตักน้ำ       ช่วยกันปล้ำเทส่งลงตุ่มใหญ่
ตุ่มน้อยร้อยพันเรียงกันไป                  หามีใครเทใส่แต่สักคน
            พระวรญาณโปรดประทานประกาสิต และนิมิตทายเข็ญให้เป็นผล
ว่าภายหลังเสนาเป็นนายพล               ราษฎร์จะปล้นทรัพย์ใส่ในตุ่มโต
ยิ่งได้มาจานเจือจนเหลือล้น               ยิ่งยากจนยับนักลงอักโข
เฝ้าระวังตั้งท่าแต่พาโล                     ที่ชื่อโชกลุ้มดังตุ่มน้อย 

.____________________________. 

พระสุบินที่ ๙.

            ๙. ฝันว่าเห็นสระปทุมา           มีหมู่กุ้งกุมภามัจฉาหอย
วารีรอบขอบใสมิใช่น้อย                      กลางกลับถอยข้นขุ้นสนุ่นมี 

            พระทรงญาณบรรหารให้เห็นเหตุ ว่าประเทศที่สุขเกษมศรี
กษัตริย์ทรงสืบวงศ์ประเพณี                 เป็นบุรีที่ประชุมประชากร
จะแรมร้างว่างราเป็นป่าแขม                ทั้งคาแฝกแทรกแซมขึ้นสลอน
ทางชลวิกลกลายเป็นชายดอน             ราษฎร์จะร้อนแรมสุขทุกเดือนปี
ด้วยกรรรมแรงแห่งสัตว์วิบัติเป็น           ไม่เคยเห็นก็จะเห็นเป็นถ้วนถี่
น้ำที่กลางขุ่นข้นคือมนตรี                   จะย่ำยีบาฑาประชาชน
จะรุกรานแก่ไพร่ใส่ระดม                     คิดข่มเอาทรัพย์อยู่สับสน
ในเดือนนอกเดือนใช้อยู่เบื้องบน          สุดจะจนที่จะทานด้วยการรุม
การหลงแล้วไม่นานทำการนาย            พวกไพร่ราษฎร์พลัดพรายไปส้องสุม
จะกลับลี้หนีหน้าไปป่าชุม                   ประคองคุมพวกเข็ญได้เย็นใจ 

.____________________________. 

พระสุบินที่ ๑๐.

            ๑๐. ฝันว่าเห็นคนนั่งหุงข้าว        หม้อเดียวซาวหลากล้นพ้นวิสัย
บ้างดิบสุกคลุกระคนปนกันไป                  บ้างก็เปียกบ้างก็ไหม้ไม่มีดี 

            พระแย้มโอษฐ์โปรดพุทธฎีกา       ว่าเทพาที่รักษาบุรีศรี
พระเสื้อเมืองทรงเมืองเรืองฤทธี                ประเพณีพลาดเพลี่ยงไม่เที่ยงทรรศ์
เทวัญอันอารักษ์ศาสนา                          จะรักษาแต่คนที่อาสัจจ์
ผู้ถือศีลสิกขาศีลลาวัตร                          มิตรที่รักจะตัดความรัก
ฝูงราษฎร์จะอาพาธเจ็บไข้                       เกิดมรณภัยทุกแห่งหน
ประเพณีปีเดือนก็เปื้อนปน                        ฤดูฝนหนาวร้อนก็ผ่อนไป 

.____________________________. 

พระสุบินที่ ๑๑.

            ๑๑. ฝันว่าอันแก่นจันทน์แดง           ราคาแพงล้ำเลิศในต่ำใต้
ชายเขลาเอาพอแรงไม่แจ้งใจ                     ก็เอาไปแลกนมโคได้ง่ายดาย 

            ทรงพระพุทธทำนายภิปรายโปรด     ภายหน้าโสดหมู่สงฆ์สิ้นทั้งหลาย
จะแนะนำพระธรรมอันเพริดพราย                 เที่ยวเร่ขายแลกทรัพย์มาซื้อกิน
ไม่อดสูดูร้ายละอายบาป                           นิยมหยาบเอื้อมอาจประมาทหมิ่น
ก่อกรรมกระทำตนให้มลทิล                        เหมือนอย่างกินยาตายไม่หมายเป็น 

.____________________________. 

พระสุบินที่ ๑๒.

            ๑๒. ฝันเห็นน้ำเต้านั้นจมชล         ดูพิกลไม่เคยพบประสบเห็น
จะเกิดความยากล้ำเหลือลำเค็ญ                สิ่งที่เย็นกลับร้อนทั่วธานี
คือนักปราชญ์ผู้รู้ธรรมจะต่ำต้อย                พาลาลอยเฟื่องฟูชูศักดิ์ศรี
ผู้พงศาตระกูลประยูรมี                            จะลี้ลับเสื่อมสูญประยูรยศ
คนพาลจะราญเริงบรรเทิงหนา                   เจรจาผิดธรรมไม่กำหนด
ใครปลอกปลิ้นลิ้นลมเป็นคนคด                 รู้โป้ปดกลอกกลับจึงรับกัน 

.____________________________. 

พระสุบินที่ ๑๓.

            ๑๓. ฝันว่าคีรีน้อยนั้นลอยน้ำ      ประหลาดล้ำหลากใจที่ในฝัน
ทรงพระบรรหารให้เห็นพลัน                   ภายหน้านั้นผู้มีศักดิ์จะรักพาล
จะยกย่องหมู่ชาติอันต่ำช้า                     เป็นเสนาผู้ใหญ่ในสถาน
ให้ยศศักดิ์สืบสายเป็นนายการ                ได้ท่วงทีพวกพาลสำราญใจ 

.____________________________. 

พระสุบินที่ ๑๔.

            ๑๔. ฝันว่าเห็นกบพบงูร้าย           แล้วตามล้วงกินจนสิ้นไส้
พระแย้มโอษฐ์โปรดตามภิปรายไป            ภายหน้าไซร้หญิงพาลจะราญชาย
ประมาทหมิ่นลิ้นลมข่มให้กลัว                  จะใช้ผัวต่างทาสดังมาตรหมาย
ผัวสมานน้ำใจมิให้ระคาย                        หญิงร้ายยิ่งลามคำรามรณ 

.____________________________. 

พระสุบินที่ ๑๕.

            ๑๕. ฝันว่าพญาเหมราชเข้าปนฝูงปักษาน่าฉงน
น้อมเคารพนบนอบแล้วยอบตน
เข้าระคนคบค้าด้วยพาพาล 

            องค์สมเด็จพระอิสสโรพระโมลี           จึงเผยพุทธวาที่มีบรรหาร
ว่าผู้ดีมีตระกูลนั้นจะบรรดาล                           ว่าคนพาลจะย่ำยีคนปรีชา
สันดานทาสชาติร้ายจะได้ดี                            จะข่มขี่ผู้มีวงศ์และพงศา
คนปราชญ์จะหลีกตัวกลัววาจา                        พวกพาลาดีได้ดีไม่มีอาย 

.____________________________. 

พระสุบินที่ ๑๖.

            ๑๖. ฝันว่าเห็นเนื้อสมันนั้น          ไล่เสือพยัคฆ์เบือนหน้าเข้าป่าหาย
มีพระพุทธบรรหารประทานทาย                ว่าศานุศิษย์ทั้งหลายจะสู้ครู
จะหักหายผู้ใหญ่ให้เป็นน้อย                     สำทับถ้อยขี่ข่มคารมสู้
ยกย่องกายหมายประกวดอวดอ้างรู้           จะลบหลู่ขู่ซ้ำด้วยคำพาล
สงฆ์ทรงศีลบริสุทธิ์จะทรุดเศร้า                ผู้เป็นเจ้าหลีกจากถิ่นสถาน
ซึ่งบพิตรนิมิตสิบหกประการ                    ไม่มีเหตุเพทพาลในพระองค์
จะได้แก่โลกทั้งหลายในภายหน้า              จำไว้พิจารณาอย่าลืมหลง
จะเสื่อมสูญเมธีกวีวงศ์                            และฝูงหงส์พงศ์ประยูรตระกูลพราหมณ์
จะเฟื่องฟูเชยชมนิยมหยาบ                      แบกแต่บาปหาบนรกยกขึ้นหาม
กองกรรมก็จะนำสนองตาม                      จะลงหนังสุนัขถามเมื่อยามตาย
พระไตรรัตน์จะวิบัติหม่นมัวหมอง              ไม่ผุดผ่องแผ้วผาดสะอาดฉาย
ศักราชคำรบนั้นสองพันปลาย                   จะต้องพุทธทำนายไว้แน่เอย 

____________________________________________________.

Read the rest of this entry »

 

 

เสน่ห์ยาแฝด ฝังรูปฝังรอย คาถาช้างโขลง

_________ยาแฝด เป็นการทำเสน่ห์อย่างหนึ่งเพื่อให้คนบังเกิดความรักและลุ่มหลงในตัวผู้กระทำ การทำเสน่ห์ทางไสยศาสตร์ของคนโบราณมีหลายวิธี แต่ที่เรียกว่าเสน่ห์ยาแฝดนี้ หมายถึงการทำเสน่ห์โดยทำยาผสมให้กิน เมื่อผู้ใดกินเข้าไปแล้ว ก็จะบังเกิดความรักและโหยหาในตัวผู้กระทำ ถึงกับต้องมาหากันในทันใด คนแต่ก่อนว่าไว้ ใครถูกยาแฝดถึงอยู่ไกลไม่เกินสามวัน ถ้าอยู่ใกล้ไม่เกินชั่วหม้อข้าวเดือด ย่อมทนอยู่มิได้ จะต้องมาหากันเป็นแน่แท้ และเสน่ห์ยาแฝดนี้ยังรวมไปถึงการทำเสน่ห์แบบอื่นๆ ทั้งการฝังรูปฝังรอย 

._________________________________.

คาถาช้างโขลง สำนวนที่ ๑ 
“โอมจิตคิดถึงลำโพง
กูจะเสกให้ช้างกินช้างก็ลืมโขลง
กูจะเสกให้โขลงกินโขลงก็ลืมไพร
(เอ่ยชื่อคนที่เรารัก เป็นผู้ชายก็ อ้าย…. เป็นผู้หญิงก็ อี่…….)
อยู่มิได้ร้องไห้มาหากู โอมสวาหะ”

คาถาช้างโขลง สำนวนที่ ๒ 
“โอมพญาลำโพง ช้างกินลืมโรง
โขลงกินก็ลืมไพร สาวแก่แม่หม้าย
บุรุษผู้ใดกินเข้าไป ให้ร้องไห้มิพักอัดแอ
ลืมพ่อลืมแม่ ปู่เจ้าเขาเขียวปู่เจ้าสมิงไพร
ให้ไว้แก่กู สิทธิสวาหะ”

คาถาช้างโขลง สำนวนที่ ๓ 
“โอม ตบตบ
กูจักตบใส่ช้าง หื้อนอนก็นอน
กูจักตบขอน หื้ออว่ายก็อว่าย
กูจักตบควาย หื้อลงก็ลง
กูจักแปลงฅน หื้อรักก็รัก
กูจักแปลงสัตว์ หื้ออ่อนก็อ่อน
หื่อจื้จื่อเชื่อเจ้าจำควาญ
กูจักข่มหัวมึงกุ้มเช่นยาวชีวัง
โอมสาวหุมติด”

คาถาช้างโขลง สำนวนที่ ๔
“โอมหมากแลง กำปูคำสองก้าน 
กูจักมนต์ใส่ช้าง ก็หื้อหลง 
กูจักมนต์ใส่คน ก็ฮื้ออ่อน
หื้อมึงอ่อนกู เหมือนช้างอ่อนขอ
เหมือนฅออ่อนเหล้า เหมือนข้าวอ่อนในไห
ฮักแต้เนอ นางเนอ เออ เออ 
นางฮัก โอมสวาหุมติด”

คาถาช้างโขลง สำนวนที่ ๕ 
“โอม จำลงมหาจำลง 
จำหลักจำแหล่ง จำตั้งจำแทง 
จำแดงเข้ากอง จำต้องเป่าไฟ 
มาลาจำใจ จำเชือกจำปอ
จำหมอจำควาญ เนอเจ้าเนอ 
เออจำรัก โอมโทรงโทรงฯ” 

._________________________________.

วิธีที่ 1
__________ยาแฝดเป็นความเชื่อโบราณ เมื่อกาลเวลาผ่านไปจึงค่อย ๆ สูญไปทีละน้อย ผู้รู้แต่ก่อนก็มักปกปิดไม่เปิดเผยเพราะเกรงจะมีผู้เอาไปทำแล้วเกิดบาปแก่ตัวเอง แต่จากที่มีบันทึกไว้ในสมุดข่อยตกทอดมาถึงปัจจุบันพบว่า มีวิธีการทำหลายวิธี วิธีหนึ่งคือนำ ลูกสวาดมาล้วงเอาไส้ข้างในออก แล้วให้ผู้กระทำลงไปอาบน้ำในอ่าง ขัดสีร่างกายให้ทั่ว แล้วรอให้น้ำตกตะกอน จากนั้นจึงรินน้ำออกช้อนเอาแต่ตะกอนคราบไคลในตัวมาจำนวนหนึ่งผสมกับชะมด พิมเสนและของหอม ยัดใส่ในลูกสวาดนั้นแล้วปิดผนึกด้วยขี้ผึ้ง แล้วจึงกลืนเข้าไปในท้อง เมื่อจะถ่ายอุจจาระให้คอยดูเมื่อถ่ายออกมาได้แล้วจึงนำลูกสวาดนั้นมาชำระล้างแล้วเอาเผาไฟให้ไหม้ เสกด้วยคาถาแล้วใส่ให้ผู้ที่เราปรารถนากินเข้าไปจะรักเราจนวันตาย ตัวยาที่ใช้ทำยาแฝดมีหลายอย่าง บางตำรับให้ใช้ลูกลำโพงบ้าง หรือไคลกลางใจมือใจเท้าทั้งสองข้าง เลือดจากหน้าอก ไปจนถึงเถ้ากระดูกผีพราย ส่วนผสมเหล่านี้ทำยาแล้วเสกด้วยคาถาเอาใส่ให้กิน เรียกว่ายาแฝด ทำให้ลุ่มหลงมัวเมาอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

วิธีที่ 2
__________อีกวิธีหนึ่ง โบราณว่าให้เอาตะไคร่จากสีมาหน้าพระอุโบสถ ตะไคร่จากเสาตะลุงช้าง (หมายถึงเสาหลักที่เขาผูกช้างเอาไว้เสมอ) และขี้เหงื่อขี้ไคลจากตัวเราที่ขัดตอนอาบน้ำ เอาส่วนผสมเท่า ๆ กันมาผสมเข้าด้วยกัน แล้วใส่ในเมล็ดสวาด เมล็ดสวาดนี้ให้เจาะเป็นรูเล็ก ๆ แล้วล้วงเอาไส้ในออก เมื่อบรรจุเข้าไปแล้วอุดด้วยขี้ผึ้ง จากนั้นให้กลืนเข้าไปในท้อง รอจนถ่ายอุจจาระให้หาดูเพราะเมล็ดสวาทจะไม่ย่อยสลาย จากนั้นเอามาล้างน้ำให้สะอาดแล้วเผาไฟให้เป็นถ่าน บดเป็นผงละเอียด แล้วเสกด้วยมนต์คาถา โอมจิตคิดถึงลำโพง กูจะเสกให้ช้างกินช้างก็ลืมโขลง กูจะเสกให้โขลงกินโขลงก็ลืมไพร (เอ่ยชื่อคนที่เรารัก) อยู่มิได้ร้องไห้มาหากู โอมสวาหะ เสกให้ได้ครบ 3 วันเสาร์แล้วเอาผสมอาหารให้กิน คนผู้นั้นจะรักและหลงอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

ต้นสวาท และ เมล็ดสวาท

วิธีที่ 3
___________ใช้ลูกลำโพงกาสลัก ซึ่งเป็นพืชชนิดหนึ่ง มีเคล็ดว่าเมื่อเด็ดลูกมาแล้วให้รีบหันกลับไปจากที่นั้น ห้ามหันหลังไปดูโดยเด็ดขาด เอาลูกลำโพงมาผสมกับขี้ไคลในตัวเรา เช่น ไคลจากใจมือใจเท้าทั้งสองข้าง ไคลจากที่ลับ เป็นต้น บดผสมกันแล้วเสกด้วยคาถา โอมพญาลำโพง ช้างกินลืมโรง โขลงกินก็ลืมไพร สาวแก่แม่หม้าย บุรุษผู้ใดกินเข้าไป ให้ร้องไห้มิพักอัดแอ ลืมพ่อลืมแม่ ปู่เจ้าเขาเขียวปู่เจ้าสมิงไพร ให้ไว้แก่กู สิทธิสวาหะ แล้วลอบใส่ในอาหารหรือในน้ำให้กิน ตำราว่าใครกินเข้าไปรักเราจนวันตาย ถ้าให้รักทั้งเรือนเอายาใส่ลงในตุ่มน้ำให้กินรักทั้งเรือน ตัวยาที่ใช้มีหลายชนิดที่แตกต่างกันออกไป บางทีให้ใส่เลือดในหัวอกหรือท้องน่องของผู้กระทำลงไปด้วยเล็กน้อย เพื่อเป็นเคล็ดว่าเรารักเขาเสมือนเลือดในหัวอก บางตำราให้ผสมผงกระดูกจากศพที่ตายวันเสาร์เผาวันอังคารลงไปด้วยก็มี

ดอกลำโพงกาสลัก

ผลลำโพงกาสลัก__________________เมล็ดลำโพงกาสลัก

วิธีที่ 4
____________อีกอย่างเรียกว่า หงส์ร่อนมังกรรำ เป็นวิธีที่ผู้หญิงจะใช้กับผู้ชายโดยเฉพาะ วิธีนี้คือการเอาอาหารที่เขาจะรับประทาน ตอนยังร้อน ๆ อยู่ เอาใส่ไว้ใต้หว่างขา โบราณให้ปลดโจงกระเบนยกขึ้นอังไว้ให้พออากาศผ่าน เมื่อไอร้อนโดนความเย็นด้านในก็จะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำลงในหม้อ ทำอาการอย่างนี้เรียกว่าหงส์ร่อนมังกรรำ แล้วเอาให้รับประทาน ผู้ชายจะหลงจนโงหัวไม่ขึ้น นอกจากนี้ยังมีวิธีอย่างอื่นอีก

._________________________________.

ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น
___________การทำเสน่ห์ด้วยยาแฝดนี้ ทำให้รักหลงได้แต่โบราณก็ว่า มีผลข้างเคียงกับผู้ถูกกระทำ กล่าวคือ ในเบื้องต้น ผู้ถูกยาแฝดจะมีใบหน้าขาวซีด ขอบตาคล้ำปราศจากสง่าราศี หรือใบหน้าเป็นฝ้า มีอาการบ่นเพ้อหาโดยไม่ทราบสาเหตุ บางคนอาจถึงคุ้มคลั่งมีอาการเหมือนวิกลจริต นานวันยิ่งอาการหนักขึ้นจนอาจถึงเสียสติ โบราณจึงห้ามนักหนาว่าไม่ควรทำเพราะเป็นบาปแก่ตัวมาก

._________________________________.

วิธีแก้คุณไสย์ฝังรูปฝังรอย และยาแฝด
ขั้นของอ่อน ไปจนถึงของแรง
๑. ให้กินน้ำใต้ท้องเรือจ้าง 7 ลำจึงหาย
๒. ให้รดน้ำมนตร์ธรณีสาร จึงหาย
link : น้ำมนตร์ธรณีสาร
๓. ให้รดน้ำมนตร์โองการพระมหาเถรตำแย จึงหาย
link : น้ำมนตร์มหาเถรตำแย
๔. ให้รดน้ำมนตร์คาถาถอนโบสถ์ถอนสีมา จึงหาย
๕. ให้รดน้ำมนต์เหล็กไหล จึงหาย
๖. ให้รดน้ำมนต์กันเสนียด จึงหาย
๗. ให้รดน้ำมนต์หกตำนานสิบสองตำนาน จึงหาย
๘. เสกพระพุทธคุณประกอบยาต้ม จึงหาย
๙. หายาแก้ยาแฝด และทำลายรูปปั้น จึงหาย

คาถาป้องกัน คาถาถอนถอนโบสถ์ถอนสีมา
“สมุหเนยฺย สมุหนติ สมุหคโต สีมาคตํ พทฺธเสมายํ
สมุหนิพตพฺโพ เอวํ เอหิ นะเคลื่อน โมถอน พุทคลอน
ธาเลื่อน ยะหลุดหาย”

คาถาย่อ “นะถอด โมถอน พุทคลอน ธาเคลื่อน ยะเลื่อนหลุดลอย”
สรรพคุณใช้แก้ลมพัดลมเพ แก้คุณไสย์ทั้งยาแฝดยาสั่งและอาคม
เสกน้ำกินและอาบ เสกไพลทาแก้ปวด 

._________________________________.

 

 

ผ่าจ้าน คือ ? (คาถาผ่าจ้าน)

ผ่าจ้าน คือ ?
._______________________.

___________ผ่าจ้าน เป็นพิธีกรรมเพื่อทำให้คนที่รักกันนั้นหมางใจไปจากกัน จากการสัมภาษณ์ผู้ประกอบพิธีผู้หนึ่ง ทราบว่าวิธีการผ่าจ้านนี้อาจทำได้หลายแบบ ซึ่งในแต่ละแบบก็อาจมีความผิดแผกกันไปในรายละเอียดของการประกอบพิธีก้ได้ แต่ในรายที่ศึกษานี้พบว่าการผ่าจ้านอาจทำได้ ๔ รูปแบบ คือ
___________๑. การทำเทียน
___________๒. การตัดกระดาษ
___________๓. การผ่าผลไม้
___________๔. การเขียนปู
___________ในแง่ของอาจารย์(ประกอบพิธีนั้นมักจะเป็นชายสูงอายุที่ได้บวชเรียนแล้ว มิความรู้ทางวิชาเวทมนตร์ สามารถจดจำ คาถาอาคมได้ มีจิตใจเข้มแข็ง และจะต้องประพฤติตนอยู่ในศีลธรรมจรรยา ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าและครูบาอาจารย์ ไปวัดทำบุญรักษาศีลอู่เสมอ และไม่เปิดเผยชัดเจนว่าเป็นผุ้ประกอบพิธีเช่นว่านี้
___________ปกติแล้วอาจารย์จะไม่ประกอบพิธีนี้ให้แก่ผู้ใดง่ายๆ เมื่อมีผู้เดือดร้อนอย่างเช่น ภรรยาซึ่งผัวมีเมียน้อยไปปรึกษาอาจารย์ก็จะพิจารณาดูจากชื่อ นามสกุลทั้งสองฝ่าย และอาจดูจากทะเบียนสมรสด้วยก็ได้ จากนั้นก็จะให้คำแนะนำเพื่อการปฏิบัติที่เป็นไปได้เสียก่อน ต่อเมื่อเห็นว่าไม่อาจหลีกเลี่ยงการผ่าจ้านแล้ว จึงจะรับทำให้ โดยมีข้อห้ามไว้ด้วย ดังนี้
___________๑. ไม่ผ่าจ้านสามีภรรยาที่มีบุตรด้วยกันหรือถูกต้องตามกฏหมาย
___________๒. ไม่ผ่าจ้านให้พ่อแม่แยกจากลูก
___________๓. ไม่ผ่าจ้านให้อาจารย์และศิษย์แยกจากกัน
___________๔. ไม่ผ่าจ้านให้พี่น้องแยกจากกัน
___________เมื่อตกลงว่าจะผ่าจ้านแน่แล้ว ผู้ประกอบพิธีจะให้ผู้มาทำพิธีตัดบาปเสียก่อน โดยประกอบพิธีต่อหน้าพระพุทธรูป ทั้งนี้อาจารย์ผู้ประกอบพิธีกล่าวนำให้ผู้มาให้ทำพิธีกล่าวตาม มีเนื้อหาว่าผู้มาให้ทำพิธีรับรู้ว่าการกระทำเช่นนี้เป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดบาป และผู้มาให้ทำพิธีจะขอรับบาปที่เกิดขึ้นแต่ผู้เดียว จากนั้นก็จะนัดหมายให้นำเอาสิ่งของหรือชื่อสกุลวันเดือนปีเกิดของผู้ที่จะได้รับผลของพิธีมาให้ ผู้มาให้ทำพิธีจะต้อง ขึ้นขันตั้ง คือจัดเครื่องพิธีเพื่อมอบภาระให้ผู้ประกอบพิธีดำเนินการตามประสงค์ โดยที่การขึ้นขันตั้งจะมีรายการสิ่งของที่ต้องการดังนี้
___________๑. เงินค่าครู ๒๕ บาท (๑๐๐ สลึง)
___________๒. สวยดอก หรือกรวยดอกไม้ ๔ อัน (๒ คู่)
___________๓. สวยพลู (อ่านว่า “สวยปู”) คือกรวยใส่ใบพลู ๔ อัน (๒ คู่)
___________๕. เทียนขี้ผึ่งแท่งบาท แท่งเฟื้อง แท่งขนาดเล็ก อย่างละ ๔ คู่
___________๖. กระทงข้าวเปลือกและข้าวสารอย่างละ ๑ กระทง
___________๗. ผ้าขาวผ้าแดงอย่างละพับ (๑ เมตร ๑ ศอก หรือ ๑ คืบ)
___________อาจารย์ผู้ประกอบพิธี นำเครื่องกำนัลค่าครูดังกล่าวใส่พานไปวางบนหิ้งบูชาครูแล้วกล่าวคำโองการในการทำพิธีผ่าจ้าน ดังนี้
__________“สิทธิกิจจัง สิทธิกัมมัง สิทธิลาภัง สิทธิกากโต สิทธิอิติปิโสภควา ตะลาลา พรหมา เทวตา จ พิษณุกันเต วา สิทธิ เม”
__________“ข้าพเจ้าจักทำพิธีผ่าจ้านหื้อ….(ชื่อผู้ที่ต้องกรให้ได้รับผลคนหนึ่ง) กับ….(ชื่อของผู้ที่ต้องการให้รับผลอีกคนหนึ่ง) ได้ละจากกัน ได้ละทิ้งกันนานแสนนาน พระพุทธเจ้า พระธัมมเจ้า พระสังฆเจ้า เทวบุตรเทวดาตนรักษาบ้านเมืองเหมืองฝายแม่น้ำลำคลองห้วยหนอง ทุกเส้นทุกสาย แลตนมีอำนาจรักษาวัดวาอารมบ้านชองของที่ ใหที่บ้าน…..(ชื่อหมู่บ้านและสถานที่ของผู้มาให้ทำพิธี) ทั้งหมู่ทั้งมวล จุ่งมาช่วยกันทำหื้อเขาเปนไปตั่งอั้นเทอะ”
__________จากนั้นจึงเริ่มทำพิธีผ่าจ้านได้ โดยผู้ประกอบพิธีอาจเลือกวิธีการที่เห็นว่าเหมาะแก่เหตุและได้ผลดี โดยอาจเลือกเวลาที่เห็นว่าเหมาะสม ซึ่งไม่จำเป็นต้องกระทำทันทีหลังจากการขึ้นขันตั้งก็ได้

._______________________.

วิธีการทำผ่าจ้าน

___________๑. วิธีทำเทียน อาจารย์ผู้ประกอบพิธีจะเขียนยันต์ลงบนกระดาษสาเพื่อทำเป็นไส้เทียน โดยยันต์ดังกล่าวจะมีโครงสร้างเป็นรูปชายหญิงหันหัวไปข้างบนข้างล่าง เขียนชื่อของผู้จะให้รับผลลงกำกับไว้ แล้วพับยันต์กระดาษในลักษณะแยกออกจากกัน (เอาด้านหลังยันต์กระดาษทบเข้าหากันพับกึ่งกลางของภาพแล้วตัดตามรอยพับนั้น แล้วเอาเศษสื้อผ้าซึ่งถือว่าเป็นตัวแทนของทั้งสองมาทำเป็นไส้เทียน โดยเอาผ้าของหญิงไปรวมกับยันต์ที่มีชื่อผู้หญิง ผ้าของชายไปรววมกัยันต์รูปผู้ชาย เมื่อฟั่นใส้เทียนก็จะได้เทียนสองแท่ง ผู้ประกอบพิธีจะเอาเทียนไปจุดคนละฝั่งน้ำในบริเวณที่ลำน้ำแยกออกเป็นสองแคว โดยจะจุดแท่งใดก่อนก็ได้ แล้วจึงข้ามน้ำไปจุดอีกแท่งหนึ่งที่ฝั่งตรงข้าม ขณะจุดเทียนก็กล่าวคาถาเป็นเคล็ดว่า “นิดี หมูสี หีหมูอยู่ทางหาง คางหมูอยู่น้าผาก กูจักผ่าจ้านหื้อสูได้จากกัน เหมือนแม่น้ำสองแควแห่งนี้ โอม สูหะ จาก”

ยันต์เทียนที่ใช้เขียนลงบนกระดาษ

___________๒. วิธีตัดกระดาษ วิธีนี้อาจารย์ผู้ประกอบพิธีจะนำกระดาษแผ่นหนึ่งขนาดไม่ใหญ่นักมาเขียนชื่อนามสกุล วันเดือนปีเกิดของผู้ต้องการให้ได้รับผลไว้ส่วนบนละส่วนล่างของกระดาษ แล้วพับกระดาษตามขวางให้ชื่อของทั้งสองแยกไปอยู่คนละส่วนและตัดกระดาษตามรอย โดยจะต้องจับด้านที่มีชื่อของผู้มาทำพิธีไว้ เช่นหากภรรยามาขอให้กระทำเพื่อให้สามีเหินห่างจากเมียน้อย อาจารย์ก็จะจับด้านที่มีชื่อสามีไว้ปละปล่อยให้ส่วนที่มีชื่อของเมียน้อยตกไป ชื่อของสามีนั้นก็ให้ภรรยาผู้มาขอให้ทำพิธีนำไปไว้ได้หมอน ส่วนที่เป็นชื่อของเมียน้อยก็ให้ขยำแล้วเผาทิ้ง ขณะขยำกระดาษละเผากระดาษนั้น จะต้องว่าคาถากำกับไปด้วย

____________๓. วิธีผ่าผลไม้ วิธีนี้อาจารย์ผู้ประกอบพิธีอาจใช้ผลไม้อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ เช่น ผลส้ม ผลมะนาว มาเขียนชื่อ-สกุล ของผู้ที่ต้องการให้แยกจากกันไว้คนละด้าน จากนั้นจึงใช้มีดผ่ากึ่งกลางผลไม้โดยผ่าทีเดียวให้ขาด แล้วนำผลไม้แต่ละซีกไปทิศคนละที่คนละทิศตรงข้ามกัน ขณะผ่าผลไม้และเอาผลไม้ไปทิ้งจะต้องว่าคาถากำกับด้วย

____________๔. วิธีการเขียนปู วิธีนี้ให้นำปูนามาสองตัว เขียนชื่อสกุลของผู้ที่ต้องการให้แยกจากกันใส่กระดาษคนละแผ่นติดหลังปูตัวละแผ่น นำด้ายสายสิญจน์ผูกปูทั้งสองเข้าด้วยกันแล้วจึงทำพิธีตัดด้วยมีดหรือกรรไกรโดยตัดทีเดียวให้ขาด ขณะตัดก็ต้องว่าคาถากำกับด้วย แล้วจึงนำปูไปปล่อยคนละสถานที่และตรงข้ามกัน

____________ขณะทำการผ่าจ้านนั้น อาจารย์ผู้ประกอบพิธีจะยามที่เหมาะสมแก่การ โดยเลือกทำในวันที่เป็นศัตรู คือ
____________วันอาทิตย์ เป็นศัตรูกับ วันอังคาร
____________วันจันทร์ เป็นศัตรูกับ วันพฤหัสบดี
____________วันศุกร์ เป็นศัตรูกับ วันเสาร์
____________วันพุธ เป็นศัตรูกับ วันราหู (วันพุธตอนกลางคืน)
____________การจุดเทียนนั้น นิยมจุดในตอนกลางคืนเมื่อคนหลับแล้วโดยถือว่าเมื่อคนหลับสนิทนั้น เทวดาประจำตัวแต่ละคนจะหยุดการคุ้มครองและขวัญก็จะออกจากร่างกาย จึงเป็นการสะดวกที่จะใช้มนตราอาคมให้มีผลต่อบุคคลในช่วงเวลาดังกล่าว เช่น ในกรณีที่เมียหลวงซึ่งเกิดในวันจันทร์มาขอให้ผ่าจ้านเพื่อให้สามีแยกจากเมียน้อยนั้น ผู้ประกอบพิธีพึงทำเทียนในวันที่เป็นศัตรูกับวันจันทร์ คือวันพฤหัสบดี และจุดในวันที่เป็นศัตรูนั้นด้วย หากวันที่จะจุดเทียนนั้นไม่ถูกโฉลกยามก็จะเลื่อนไปจุดในวันพฤหัสบดีในสัปดาห์ถัดไป

._______________________.

คาถาผ่าจ้าน สำนวนที่ ๑
๐ โอม สวะ โอมสาง การพิส การแย ทุงแส่นิลาส่า ฯ (๓ จบ)
สรรพคุณ ใช้สำหรับผ่าจ้าน ซึ่งหมายถึงทำให้คนเลิกร้างกันหรือเป็นคาถาแก้มนต์ดำที่ถูกฝ่ายหนึ่งทำให้หลงรัก เมื่อใช้คาถาบทนี้แล้วก็จะทำให้มนต์นั้นเสื่อมลง ทำจิตใจกลับคืนสู่ภาวะปกติได้
วิธีใช้ ใช้เสกเป่าใส่น้ำในหม้อ หรือใส่ในหมากเมี่ยงบุหรี่ก็ได้ เพื่อให้คนที่ต้องการให้เลิกกันหรือผู้ที่ถูกมนต์นั้นกิน และตรงกันข้ามถ้าหากเราต้องการ “ใส่” ให้เขาบ้าง คือให้เขาหลงรักเรา หรือทำร้ายเขาให้หลงลืมสติถึงขั้นเป็นบ้าก็ได้ ก็ให้เพิ่มบทคาถาของคาถาต่อจากเดิม
๐ โอม สวะ โอมสาง การพิส การแย ทุงแส่นิลาส่า 
ผมอยู่หัวลืมเกล้า เข้า(ข้าว)อยู่กองลืมกิน ฯ (๓ จบ)

คาถาผ่าจ้าน สำนวนที่ ๒
๐ โอมสีสี มหาสีสี สีหีหมุเปนขนหย่อมหย้ออยู่หน้าผาก หื้อมึงพลัดพรากจากกัน เหมือนน้ำพรากฝาย เหมือนผีตายออกจากบ้าน โอมปติปตา โอมผ่าจ้าน โอมสวาหะจาก ฯ
เอาดิน ๗ ป่าช้า มาปั้นเป็นรูปคน หันหน้าออกจากกัน เอาด้ายมัดเอาไปฝังไว้ป่าช้า ไม่เกินเดือนก็จะทำให้คนคู่นั้นชังกันและจากกันไป
บางท่านกล่าวว่าให้เอาขี้เถ้าที่เผาศพที่ตายในวันเสาร์ เผาวันอังคารมาปั้นเป็นรูปคนแล้วเสกด้วยคาถานี้แล้วฝังที่ทางแยก จะทำให้ผัวเมียเลิกร้างกัน

._______________________.

 

 

โองการมหาเถรตำแย (น้ำมนต์มหาเถรตำแย)

โองการมหาเถรตำแย

_______________________________.

________คำว่า “ตำแย” ไม่มีในภาษาบาลีนะครับ คำว่าตำแยมาจากภาษาไทยที่แปลว่า คนทำคลอด
เป็นหมอทำคลอด หรือสูตินารีแพทย์ นั้นเอง มหาเถรตำแยนับว่าเป็นสูตินารีแพทย์ที่โด่งดังมากในสมัยพุทธกาล คำว่าตำแยเพี้ยนมาจากคำว่า “อาเตรยะ” อาเตยะดาบทเป็นชื่อของมหาเถรตำแย หรืออีกข้อสันนิษฐานหนึ่ง “ตำราแย” คำว่า แย คำนี้เป็นภาษาทมิฬ เป็นคำสรรเสริญใช้นำหน้าคำสวดบูชาเทพ เช่น แยนาราย แยศรีหริ มีลักษณะแบบ “โอม” ดังนั้นต่อมาจึงเพี้ยนไปเป็น “ตำแย” ในสุวรรณภูมิคือผู้ประกอบวิชาชีพในการทำคลอดแผนโบราณ 

________มหาเถรตำแย ท่านอาเตรยะ ได้รับสมญานามว่า ฤทธิ์ยาธรดาบส แปลว่านักบวชผู้มีฤทธิ์ เป็นฤาษีที่เป็นอาจารย์หมอของ บรมครูหมอชีวกโกมารภัจจ์ (มหาเถรตำแยเป็นอาจารย์ของปรมจารย์นะครับ) มาดูศิษย์อาจารย์เขาคุยกันบ้างนะครับ
________เหตุการณ์วันนั้นคือ อาเตรยะดาบสต้องการทุกสอบความรู้ด้านสมุนไพรของลูกศิษย์ “ให้ไปหาพีชวัตถุที่ไม่สามารถนำมาทำยาได้” และขู่ว่าถ้าไม่มีจะไม่สอนวิชาให้อีกต่อไป
________เวลาใกล้ค่ำ ศิษย์ทั้งหลายกลับมาพร้อมกับวัตถุปรุงยา เหลือแต่หมอชีวกโกมารภัจจ์เดินมาอย่างเศร้าสร้อยพร้อมบอกอาเตรยะดาบสว่า “ท่านอาจารย์ศิษย์นั้นด้อยสติปัญญานัก มิอาจหาพืชวัตถุที่ท่านอาจารย์ต้องการนั้น มาให้อาจารย์ได้ ศิษย์ได้พยายามอย่างเต็มกำลังความสามารถของศิษย์แล้วขอให้อาจารย์เมตตาต่อศิษย์ด้วย” ท่านอาเตรยะยิ้มแล้วกล่าวกับท่านอาจารย์โกมารภัจว่า
“โกมารภัจอาจารย์ได้ถ่ายทอดความรู้ที่อาจารย์มีให้เจ้าจนหมดสิ้นแล้วอันใดในโลกนี้ล้วนมีประโยชน์จะหาสิ่งใดที่มิอาจจะนำมาปรุงเป็นโอสถ มิได้นั้นไม่มีเลยล้วนเป็นทิพย์โอสถทั้งสิ้นไปเถอะโกมารภัจจงนำความรู้ที่มีไปทำประโยชน์ ให้เกิดขึ้นแก่มวลมนุษย์และเหล่าสัตว์ร่วมโลกทั้งหลายเถิด” ________อาเตรยะดาบสได้ประกาศไห้ท่านหมอชีวกโกมารภัจสำเร็จวิชาแพทย์ ณ วันนั้นเองการแพทย์ ณ สำนักตักศิลาจะมีอาจารย์ผู้สอนและเป็นแพทย์ให้การรักษาด้วยกันมีแปดท่าน โดยมีอาเตรยะเป็นเจ้าสำนัก และเป็นหมอใหญ่และยังมีท่านฤๅษีหาริต ท่านอัตนิเวศ ท่านกาศยป อาจารย์เภค อาจารย์จรกะ อาจารย์วาคภัฏ อาจารย์สุศรุต ซึ่งสุศรุตเป็นคนบันทึกการรักษาคนไข้ต่างๆไว้เหมือนทำหน้าที่เป็น OPD ในปัจจุบันนี้
________รู้สึกว่าจะยาวไปล่ะ อธิบายง่าย “มหาเถรตำแย คือ อาเตรยะดาบส เจ้าสำนักตักศิลา เป็นสูตินารีแพทย์ผู้โด่งดัง ได้รับสมญานามว่า ฤทธิ์ยาธรดาบส แปลว่านักบวชผู้มีฤทธิ์ อาเตรยะดาบสเป็นอาจารย์แพทย์ของบรมครูหมอชีวกโกมารภัจจ์”

_______________________________.

________เนื่องจากอาเตรยะดาบสได้รับสมญานามว่า “ฤทธิ์ยาธรดาบส” ดังนั้นด้านวิชาอาคมจึงกล้าแกร่งสมฉายา และมีโองการหนึ่งเป็นมนต์ที่ท่านมหาเถรตำแยใช้ปรุงน้ำมนต์ เรียกมนต์บทนี้ว่า โองการมหาเถรตำแย หรือโองการพระมหาเถรตำแย ใช้ปรุงน้ำมนต์แก้คุณไสย์คุณคน แก้โรคภัยไข้เจ็บ
________ด้วยว่าโองการมหาเถรตำแยเป็นมนต์ที่มีครู ดังนั้นจึงต้องบูชาครูก่อนมิให้เป็นการผิดคำครู หลบหลู่ครูบาอาจารย์ ป้องกันมิให้เป็นภัยร้ายแก่ตนเสียก่อน มนต์จะได้ทรงพลังและขลังในฤทธ์คาถา

คำบูชาครู 

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

๏ พุทธะบูชามะหาเตชะวัณโต ธัมมะบูชามะหาปัญโญ 
สังฆะบูชามะหาโภคะวาโห ติกะโรนาถัง อภิปูชะยามิ
๏ พุทธังทาพะสะ ธัมมังทาพะสะ สังฆังทาพะสะ
วันทิตตะวา 
อาจาริยะปาทัง อันตะรายะ วินัสสันติ
สิทธิพุทธา สิทธิธัมมา 
สิทธิสังฆา สิทธิเตชา
ไชยยะสิทธิ์ พุทธะคุณนัง 
ธัมมะคุณนัง สังฆะคุณนัง
มาตาปิตา ครูอาจาริยัง 
อาจาริยะเทวะสัพพะคุณนะ โสตถี ภะวันตุเม
๏ โอม นะโม ชีวะโก สิระสา อะหัง กรุณิโก 
สัพพะสัตตานัง โอสะถะ ทิพพะมันตังประภาโส 
สุริยา จันทัง โกมารภัจโจ ปะกาเสสิ วันทามิ 
ปัณฑิโต สุเมธะโส อะโรคา สุมะนา โหมิ ๚๛ 

คำถวายอาราธนาพระอาจารย์เจ้า
๏ ข้าพเจ้าขออาราธนาพระอาจารย์เจ้า อันมีท่านมเถรตำแยจงมาเป็นประธาน พร้อมด้วยพระอาจารย์ฤทธิยาธร พระอาจารฤๅษีอามรสิทธิดาบส พระฤๅษีนารต พระฤๅษีสัชนาลัยพระฤๅษีตาวัว พระฤๅษีตาไฟ พระฤๅษีกัศยะปะ พระฤๅษีสิงขะ พระฤๅษีประลัยโกฏิพระอาจารย์โรคามฤตินทร์ พระอาจารย์ชีวกโกมารภัจจ์ อาจารย์(กล่าวชื่ออาจารย์ของตน……)และอาจารย์แพทย์ศาสตร์ทุกสาขา ขออาราธนามารับเครื่องสังเวยกระยาบวช อันมีเครื่องหอมจุลจันทน์ บายศรี ภัตตะพลี พฤกษะพลาหาร ขอน้อมถวายอาจารย์ทุกทิศา ซึ่งประสิทธิ์เวชศาสตร์วิทยา ข้าพเจ้าจำนงเจตนา จะสักการบูชาเป็นประจำทุกปี อันเป็นคารวะเวชพิธีตามประเพณีของไทยแต่โบราณกาล ๚๛

_______________________________.

โองการพระมหาเถรตำแย

๏ โอม สิทธิสวัสดี เวยยทาวนาด้วยอาชญา 
พระมหาเถรตำแย สิทธิเรืองแท้เทอะ 
จึงจะให้กูแก้สิทธิกน ทาพยนสิทธินานา 
กูจะแก้ทั้งโค มหิงสา สะสมทั้งหลาย 
กูจึงจะแก้ทั้งสุกร แลวานร แลเวทยา 
กูจึงจะแก้ทั้งยักษา แลเสือสี 
กูจึงจะแก้ทั้งนนทรีมือถือกรีตะบองเล็ก 
กูจึงจะแก้ทั้งปูนเพชร แลหินแลง ตะรางทองแดง 
กูจึงจะแก้ทั้งกงจักร รูปยักษ์อันนานา 
กูจึงจะแก้ทังเวทยาอันเขาทำ 
กูจึงจะแก้ทั้งยาขำแลยาประสม 
กูจึงจะแก้ทั้งลูกลมแพรมมะโหด
กูจึงจะแก้ทั้งดอกไม้โสดถ้วนถึงพัน 
กูจึงจะแก้ทั้งเลขยันต์อันต้องแพนงช้างแทงเพนียด 
กูจะกันทั้งเสนียดแลจังไร
กูจึงจะแก้ทั้งต้นไม้ใหญ่อันลาก ๒ 
ด้วยเดชเดชะพระมหาเถรตำแย 
เทือจงจะให้กูแก้ทั้งผีป่าแลผีพราย 
ผีต้นไม้ใหญ่ ยาไข้แข็งขัด 
พระราชโองการกูประกับด้วยคุณพ่นคุนข่ม
มหาคุณคลั่งแก่เจ้าวังแก่โกสา 
กูจะประกับด้วยวาจาถ้วนทุกตน 
ด้วยเดชะเดชพระมนต์ 
พระบรมมหาบพิตรให้ประสิทธิแก่กูๆ 
จึงจะระเบิดโขลนทวารบานประตูตุรุขุแรง
กูจึงจะระเบิดคีรีแลเถื่อนถ้ำ 
กูจึงจะระเบิดรูปธนูแลไม้รังอาถรรพ์ 
โอม สวาง มหาสวาง สิทธิสวาโหน 
โอม นโมพุทธะ ล เสยยะทิทังหุลุหุลุ 
สะวาโหม คัดอะมุมหิโอกาเสติถาหิ ฯ 
โองการพระมหาเถรตำแย ฯ

๏ อิติปิโสภควา อรหํสมฺมาสมฺพุทฺโธ 
วิชาจรณสมฺปนฺโน สุคฺคโตโลกวิทู 
อนุตฺตโรปุริสธมฺม สารถิสตฺถา
เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธภควาติ
๏ สฺวากฺขาโต ภควตาธมฺโม สนฺทิทฺธิโก 
อกาลิโก เอหิปสฺสิโก โอปนฺนยิโกปจฺจตฺตํ 
เวทิตพฺโพวิญฺญูหีติ
สุปติปนฺโนภควโตสาวกสํโฆ 
อุชุปฏิปนฺโนภควโตสาวกสํโฆ 
ญายปฏิปนฺโนภควโตสาวกสํโฆ 
สามีจิปฏิปนฺโนภควโตสาวกสํโฆ
ยทิทํจตฺตาริ ปุริสยุคฺคานิ อฏฐปุริสปุคฺคลา
เอสภควเตาสาวกสํเฆา อาหุเนยฺเยา 
ทาหุเนยฺเยา ทกฺขิเนยฺเยา อญฺชลิกรณิเยา 
อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ เลากสฺสาติ๚๛ 
๏ อตฺถิอิมสฺมึกาเย เกสา โลมา นขา ทนฺต ตโจ 
มํสํ นหารู อฏฺฐิ อฏฺฐิมิญฺชํ รกฺกํ หทยํ ยกฺกนํ
กิโลมมกํ ปิหกํ ปพฺพาสํ อนฺตํ อนฺตํคุณํ อุทฺทริยํกริสํ 
ปิตฺตํ เสมฺหํ ปุพฺโพโลหิตฺตํ เสโทเมโท อสฺสุรสฺสาเขเฬ
สิงฺฆานิกาลสฺสิกามตฺตํ มตฺถเกมตฺถ ลุงฺฆนฺติ๚๛ 

จบโองการมหาเถรตำแย
_______________________________.

ธรรมจิต สวัสดี 

 
4 ความเห็น

Posted by บน พฤษภาคม 5, 2012 in ประกาศ

 
 
%d bloggers like this: