RSS

พิธีพิรุณศาสตร์ การขอฝน คาถาขอฝน

27 เม.ย.

พิธีพิรุณศาสตร์ การขอฝน คาถาขอฝน

๑. ตำราพิธีพิรุณศาสตร์ ของวัดอนงคาราม ตามบัญชาของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ พุทธสรมหาเถระ (.jpeg)
๒. หนังสือนางนพมาศ แต่งโดย ท้าวศรีจุฬาลักษณ์  และ พระราชกรัณยานุสร พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเรื่องนางนพมาศ ในหัวข้อ “ว่าด้วยพิธีพิรุณศาสตร์”
๓. คาถาขอฝน ๔ บท
           – คาถาขอฝนกำลังวัน ๒ บท
           – คาถาขอฝน (คาถาท้าวมหาราชทั้ง ๔)
           –  สุภูตคาถา คาถาขอฝน สุภูตเถระคาถา ใช้ในพระราชพิธีหลวง
 ๔. เกณฑ์พิรุณศาสตร์  ในตำราพรหมชาติ
            –  เกณฑ์น้ำมาก – น้อย
            –  เกณฑ์ธาราธิคุณ
            –  เกณฑ์ธัญญาหาร
            –  นาคให้น้ำ

ตำราพิธีพิรุณศาสตร์
ของวัดอนงคาราม ตามบัญชาของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ พุทธสรมหาเถระ

หนังสือนางนพมาศ แต่งโดย ท้าวศรีจุฬาลักษณ์  และ พระราชกรัณยานุสร พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเรื่องนางนพมาศ ในหัวข้อ “ว่าด้วยพิธีพิรุณศาสตร์”

ว่าด้วยพิธีพิรุณศาสตร์

_____________ครั้นถึงเดือน ๙ พราหมณาจารย์ก็พร้อมกันกระทำการพระราชพิธีพรุณศาสตร์ตั้งเกยสี่เกยที่ลานหน้าพระเทวสถานหลวงประดับด้วยฉัตรธงอันกระทำด้วยหญ้าคาหญ้าตีนนกอ่างทองสัตโลหะสี่อ่างๆ หนึ่งเต็มไปด้วยเปลือกปลูกชาติสาลีมีพรรณสองคือข้าวเจ้า ข้าวเหนียว สามอ่างนั้นใส่มูลดินอันเจือด้วยโคมัย ปลูกถั่วงาอ่างหนึ่ง ปลูกม่วงพร้าวอย่างหนึ่ง ปลูกหญ้าแพรกหญ้าละมานอ่างหนึ่ง ลงยันต์พรุณศาสตร์ปักกลางอ่างๆ ละคนตั้งไว้บนนางกระดานแป้นปักตรงหน้าเกย ครั้นถึงวันกำหนดฤกษ์ หมู่พราหมณ์ทั้งหลายมีพระครูพรหมพรตพิธีศรีบรมหงส์เป็นประธาน ต่างน้อมเบญจางค์บวงสรวงสังเวยพระเจ้าตั้งสัตยาธิษฐาน ขอฝนให้ตกชุกชุมทั่วทุกนิคมอาณาเขตขอบขัณฑสีมากรุงเทพพระมหานครสุโขทัยราชธานีบุรีรัตน์ ให้ชุ่มแช่ชาติสาลีอันมีพรรณต่างๆ ซึ่งเป็นของเลี้ยงชีพประชาชายหญิงสมณพราหมณาจารย์ทั่วทั้งแผ่นดิน จงบริบูรณ์ด้วยเม็ดรวงปราศจากด้วงแมลง ด้วยอำนาจวัสวลาหกและพรพระสยม อนึ่งโสดอันว่าลดาชาติทั้งหลายมีถั่วงาเป็นต้น ขอจงบริบูรณ์ด้วยพืชผลให้ล้นเหลือ จะได้เป็นเครื่องกระยาบวชบำบวงสรวง อนึ่งเล่าพรรณรุกขชาติต่างๆ มีม่วงพร้าวเป็นต้น ขอจงบริบูรณ์ด้วยดอกดวงพวงผล จะได้เป็นอาหารแห่งหมู่มนุษย์นิกรทั้งผอง ประการหนึ่งติณชาติต่างพรรณอันเขียวขจิตงามด้วยยอดและใบ มีหญ้าแพรกหญ้าละมานเป็นต้น สำหรับเป็นภักษาหารช้างม้าโคกระบือ ขอจงงอกงามตามชายหนองคลองน้ำไหล ด้วยอำนาจวัสวลาหกให้บริบูรณ์ ครั้นกล่าวคำอธิษฐานแล้วจึงพราหมณาจารย์ทั้งสี่ผู้ทรงไว้ซึ่งพระเวทเพทางคศาสตร์ แต่งกายสยายมวยผมนุ่งอุทกสาฏก ถือเอาธงประฏากสีมอดุจเมฆมืดฝนอันรายยันต์พรุณศาสตร์ตามขอบข้างละสี่คู่ ซึ่งปักบูชาไว้คนละคันโดยสัจเคารพ พระครูพรหมพรตพิธีเป่าสังข์ดำเนินนำหน้า หมู่พราหมณ์ทั้งหลายก็แห่ห้อมออกจากพระเทวสถานไปยังเกย ขึ้นสถิตยืนอยู่บนเกยๆ ละคน ต่างอ่านโองการประกาศแก่วัสวลาหกตามตำหรับอิศวรเวทขอฝนสิ้นวาระสามคาบ โบกธงธวัชกวัดแกว่งบริกรรมอิศรเวทขอฝน ตามตำรับไตรเพทสิ้นวาระสามคาบ แล้วก็ลงจากเกยคืนเข้าสู่พระเทวสถาน พราหมณ์ทั้งหลายผู้รู้พระมนต์พรุณศาสตร์ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นยืนบนเกย โบกธงร่ายเวทขอฝนวันละสองเวลา คือเช้าและเย็น ถ้วนคำรบสามทิวาในวันนักขัตฤกษ์ อันว่าการพระราชพิธีพรุณศาสตร์นี้ เมื่อข้าน้อยมีอายุ ๗ ขวบปลาย ได้ตามพระศรีมโหสถผู้เป็นบิดาไปทอดทัศนาครั้งหนึ่ง จึ่งจำไว้ได้

_____________พระราชพิธีพิรุณศาสตร์เป็นพิธีขอฝนที่เป็นพระราชพิธี เพื่อขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์บันดาลให้ฝนฟ้าตกลงมาเพื่อประโยชน์ในการทำเกษตรกรรม คนไทยมีความเชื่อเกี่ยวกับความวิปริตของธรรมชาติเชื่อมโยงกับผู้ปกครองด้วย ดังนั้นการขอฝนจึงเป็นหน้าที่สำคัญของพระเจ้าแผ่นดินที่จะทำเพื่อราษฎรด้วย เท่าที่มีหลักฐานในหนังสือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์หรือนางนพมาศ บันทึกไว้ว่า พระราชพิธีนี้ เมื่อครั้งสุโขทัยมีแต่พิธีพราหมณ์เพียงอย่างเดียว จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ในเดือนเก้า ซึ่งไม่สืบทอดมาในสมัยหลัง พระราชพิธีพิรุณศาสตร์ในสมัยสุโขทัยกระทำที่เทวสถานหลวง โดยพราหมณ์ตั้งเกย 4 เกยที่หน้าลานเทวสถาน ประดับด้วยราชวัติฉัตรธง นำอ่างทองทั้ง 4 มาวางบนนางกระดานแป้นปักตรงหน้าเกย ครั้นถึงเวลาฤกษ์ หมู่พราหมณ์มีพระครูพรหมพรตพิธีศรีบรมหงส์เป็นประธาน ทำพิธีบวงสรวงสังเวยเทพเจ้าและตั้งสัตยาธิษฐานขอฝนให้ตกทั่วสุโขทัย หลังจากนั้นพราหมณ์ทั้ง 4 นำธงปฏากสีมอ ลงยันต์พรุณศาสตร์ตามขอบ ข้างละสี่คู่ซึ่งปักบูชาอยู่ เดินขึ้นเกย อ่านโองการประกาศแก่วัสสวลาหกโบกธงกวัดแกว่งบริกรรมคาถาขอฝนจนสิ้นสามคาบ แล้วลงจากเกยเข้าเทวสถาน ทำวันละ 2 เวลา เช้าและเย็น ทั้งสิ้น 3 วัน

_____________ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีพระราชพิธีพรุณศาตร์มหาเมฆบูชาและมีการอ่านโองการขอฝน โดยพราหมณ์จะเชิญรูปฤษีกไลยโกฏินั่ง 1 ยืน 2 ตั้งกลางแจ้งหน้าหอพระราชพิธี ขุนหมื่นพราหมณ์อ่านเทพชุมนุม 1 จบ เป่าสังข์ 2 คน อ่านวันละ 3 จบทุกวัน โดยตั้งรูปฤษีไว้กลางแดดตลอดพิธี

_____________ครั้นถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นยังรับสืบทอดพระราชพิธีพิรุณศาสตร์ตามแบบอยุธยาโดยตั้งโรงพิธีที่ท้องสนามหลวง ทำเฉพาะในปีที่ฝนแล้ง ไม่ได้ทำเป็นประจำทุกปีและจัดทำในเดือนเก้าเท่านั้น หากพ้นเดือนเก้าไปแล้วแม้ฝนแล้งก็ไม่ทำ โดยในสมัยรัชกาลที่ 1 ถึง รัชกาลที่ 3 โปรดให้นิมนต์พระสงฆ์ทุกอารามหลวงสวดขอฝน จัดพิธีที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในสมัยรัชกาลที่ 4 โปรดให้จัดพิธีขึ้นที่พลับพลาบริเวณท้องสนามหลวง พระสงฆ์ทุกอารามหลวงขอฝนพร้อมกัน มีการโยงสายสิญจน์จากวัดพระศรีรัตนศาสดารามมายังพลับพลาพิธีด้วย สมัยรัชกาลที่ 5 พิธีพราหมณ์ยังคงทำอยู่ โดยทำพร้อมกับพิธีสงฆ์ที่ท้องสนามหลวง แต่จะแยกออกไปทำที่ทุ่งส้มป่อยนอกเมือง มีการปลูกโรงพิธีขื่อกว้าง 5 ศอก ยาว 10 ศอก สองห้อง มีเฉลียงรอบ หลังคามุงแต่บริเวณเฉลียงรอบ ตรงกลางปล่อยโล่ง ให้อยู่กลางแดด กั้นม่านรอบ ห่างไป 3 ศอก ปลูกเกยสูง 4 ศอก 5 นิ้ว มีพนักพิง 3 ด้านตรงหน้าเกย ขุดสระเป็นสัญลักษณ์ของหนองน้ำในสระตั้งรูปเทวดา นาคและปลา ตรงหน้าสระมีการปั้นรูปเมฆสองรูปคือ ชายหญิงเปลือยกายทำท่าร่วมเพศทาปูนขาว โดยก่อนการปั้นเมฆต้องมีการตั้งกำนลพร้อมทำพิธีสงฆ์ด้วย ในวันแรกที่ตั้งการพระราชพิธี จะมีขบวนแห่พระเป็นเจ้าไปส่งที่โรงพิธี นำเทวรูปตั้งกึ่งกลางโรงพิธี เวลาเช้าพระมหาราชครูขึ้นเกยอ่านเวทย์ โบกธงผ้าขาวยาว 3 วา ร่ายยันต์พรุณศาสตร์ โบกไปมา 3 ครั้งแล้วเป่าสังข์ ขุนนางและพราหมณ์อื่น นั่งล้อมเทวรูปแล้วชักประคำสวดคาถาไปจน 5 โมงเช้า(11 นาฬิกา) หยุดพักตอนหนึ่ง บ่ายสวดชักประคำต่อจนมืด จากนั้นพระมหาราชครูขึ้นโบกธงเป็นสัญญาณเลิก ทำดังนี้ทุกวันจนกว่าจะเลิกพระราชพิธี พิธีพราหมณ์นี้จะรอฟังพระราชพิธีสงฆ์ที่ท้องสนามหลวง เมื่อพิธีสงฆ์ เลิกเมื่อใดพิธีพราหมณ์ก็จะเลิกด้วย

                          ._________________________________.

                                        ๑ คาถาขอฝน

                                                   (สวดตามกำลังวัน)

                                                    ตั้งนะโม 3 จบ

                                สุภูโต จะ มะหาเถโร                 สุภูโตจะมะหาเถโร
                                นีละวัณโณ มะหาเตโช             นีละวัณโณมะหาเตโช
                                อะภิตถะนะยัง ปะชุนนะ             อะภิตถะนะยังปะชุนนะ
                                กากัง โสกายะ รันเธหิ               กากังโสกายะรันเธหิ
                                มะหากาโย มะโหทะโร              มะหากาโยมะโหทะโร
                                ปะวัสสันตุ วะลาหะกา               ปะวัสสันตุวะลาหะกา
                                นิธิง กากัสสะ นาสะยะ              นิธิงกากัสสะนาสะยะ
                                มัจเฉ โสกา ปะโมจะยะ ฯ           มัจเฉโสกาปะโมจะยะฯ

                                        ๒. คาถาขอฝน

                                                   ตั้งนะโม 3 จบ

                                สุภูโต จะ มะหาเถโร                 สุภูโตจะมะหาเถโร
                                นีละวัณโณ มะหาเตโช             นีละวัณโณมะหาเตโช
                                มะหากาโย มะโหทะโร              มะหากาโยมะโหทะโร
                                ปะวัสสันตุ วะลาหะกา               ปะวัสสันตุวะลาหะกา
                                ฉันนา เม กุฏิกา สุขา นิวาตา ฉันนาเมกุฏิกาสุขานิวาตา
                                วัสสะ เทวะ ยะถาสุขัง วัสสะเทวะยะถาสุขัง
                                จิตตัง เม สุสะมาหิตัง วิมุตตัง จิตตังเมสุสะมาหิตังวิมุตตัง
                                อาตาปี วิหะรามิ วัสสะ เทวาติ ฯ อาตาปีวิหะรามิวัสสะเทวาติฯ


๓. คาถาท้าวมหาราชทั้ง ๔ (คาถาขอฝน)

                    ปุริมัญจะ ทิสัง ราชา ธะตะรัฏโฐ ปะสาสะติ
                    คันธัพพานัง อาธิปะติ มะหาราชา ยะสัสสิ โส
                    ปุตตาปิ ตัสสะ พะหะโว อินทะนามา มะหัพพะลา
                    อิทธิมันโต ชุติมันโต วัณณะวันโต ยะสัสสิโน
                    โมทะมานา อะภิกกามุง ภิกขูนัง สะมิติง วะนัง
                    ทักขิณัญจะ ทิสัง ราชา วิรุฬโห ตัปปะสาสะติ
                    กุมภัณฑานัง อาธิปะติ มะหาราชา ยะสัสสิ โส
                    ปุตตาปิ ตัสสะ พะหะโว อินทะนามา มะหัพพะลา
                    อิทธิมันโต ชุติมันโต วัณณะวันโต ยะสัสสิโน
                    โมทะมานา อะภิกกามุง ภิกขูนัง สะมิติง วะนัง-
                    ปัจฉิมมัญจะ ทิสัง ราชา วิรูปักโข ปะสาสะติ
                    นาคานัง อาธิปะติ มะหาราชา ยะสัสสิ โส
                    ปุตตาปิ ตัสสะ พะหะโว อินทะนามา มะหัพพะลา
                    อิทธิมันโต ชุติมันโต วัณณะวันโต ยะสัสสิโน
                    โมทะมานา อะภิกกามุง ภิกขูนัง สะมิติง วะนัง
                    อุตตะรัญจะ ทิสัง ราชา กุเวโร ตัปปะสาสะติ
                    ยักขานัง อาธิปะติ มะหาราชา ยะสัสสิ โส
                    ปุตตาปิ ตัสสะ พะหะโว อินทะนามา มะหัพพะลา
                    อิทธิมันโต ชุติมันโต วัณณะวันโต ยะสัสสิโน
                    โมทะมานา อะภิกกามุง ภิกขูนัง สะมิติง วะนัง ฯ

       ๔. สุภูตคาถา คาถาขอฝน

                                ๐ สมพุทธมุตตมมุฬารมหนตญาณ ,
                                สตตุตตม ทสพลกรุราธิวาส ,
                                สกการภาชนมงคณาน ,
                                สทธาณเตนสตต สิรสา
                                นมามิ วีร วิสารทมปารคุณมพุราสี
                                ม ธีรนธโรปมธิตี ถิรธมมการ ,
                                ปารงคต ภวภยากรสาครสส ,
                                สารญขเนสุ สุคตสิรสา นมามิ
                                โลเกกจกขุมตุลามลปญจจกขุ ,
                                โลเกกสารมชรามรธมมสาร ,
                                โลเกกพนธุมรวินทุสหายพนธุ ,
                                โลเกกจารุติลก สิรสา นมามิ
                                วีโตปมานมปมาณมนาถนาถ ,
                                สุทธ สุสุทธนยน นยนาภิราม ,
                                สสารจกกมถน วรธมมจกก ,
                                จกกงกิโตรุจรณ สิรสา นมามิ
                                เนกขมมมนตพลวาริตราคยกข ,
                                เมตตมพุสา สมิตโกรธมหาหุตาส ,
                                ปญญาปทีปหตโมหมหนธการ ,
                                ๐ โลกตถจารุปฏร สิรสา นมามิ
                                มหาการุณิโก นาโถ หินาย สพพปาณิน ,
                                ปูเรตวาเทโว วสสตุ กาลโต.
                                ๐ มหาการุณิโก นาโถ สุขาย สพพปาณิน ,
                                ปูเรตวา ปารมี สพพา ปตโต สมโพธิมุตตม ,
                                เอเตน สจจวชเชน เทโว วสสตุ ฐานโส.
                                ๐ สุภูโต จ มหาเถโร มหากาโย มโหทโร ,
                                นีลวณโณ มหาเตโช ปวสสนตุ วลาหกา.
                                ๐ ฉนนา เม กุฏิกา สุขา นิวาตา วสส เทว ยถาสุข.
                                ๐ จิตต เมสุสมาติต วิมุตตต อาตาปี วิหรามิ วสส เทวาติ.
                                ๐ อนุสสริตวา สต ธมม ปรมตถ วิจินตย ,
                                อกาสี สจจกริย ยโลเก ธุวสสสต .
                                ๐ ยโต สรามิ อตตาน ยโต ปตโตสมิ วิญญุต ,
                                นาภิชานามิ สญจิจจ เอกปาณมปิ หีสิตา.
                                ๐ เอเตน สจจวชเชน ปชุนโน อภิวสสิย.
                                ๐ ถล นินนญจ ปูเรนโต ขเณนอภิวสสิย ,
                                เอวรูป สจจเสชพลสสิโต ,
                                สจเจน เม สโม นตถิ เอสาเม สจจปารมีติ
                                สทธมมราชมปราชิตธมมเสน ,
                                สทธมมเตชหตมารสุโฆรเสน ,
                                สทธมมเทสนมโนหรเภริโฆส ,
                                สทธมม สารมกุฏ สิรสา นมามิ
                                ยุตต คุเณสิ สกเลหิ สุนิมมเลหิ ,
                                โทเสหิ มุตตม ขิเลหิ สวาสเนหิ ,
                                พยามปปภาขจิตภาสุรลกขณาภา
                                มาโลปโสภิตตนุ สิรสา นมามิ
                                ปญญาทิวาวินิคคตเทสนาภา ,
                                นิทธุตตสพพปรวาทฆนนธการ ,
                                การุญญวารินนิวาริตโลกตาป ,
                                ทุกขคคิชาลวิสร สิรสา นมามิ
                                เญยยยญชน สกลเมว ปริคคหีต ,
                                ชาตาหิ ญาณกรุณาหิมหาชวาหิ ,
                                โลกสส ทุกขมวธุยย สุขปปทายี
                                โลกคคนาถมตุล สิรสา นมามิ
                                พยามปปภาวลยจารุสุรินทจาป ,
                                อุณณารุร สิวิสรุชชลวิชชุชาล ,
                                ธมมมพุวุฏฐิชนิต มิตสาธุสสส ,
                                สพพญญุเมฆมนฆ สิรสา นมามิ.
                                ๐ ปาโปปตาปนปรนนปรนตปนต ,
                                อจจนตสนตชนนชนน ชนคค ,
                                สมภคคสพพปปก สรณญชนาน ,
                                สพพาภิภุ ทสพล สิรสา นมามิ.
                                ๐ สุคตมมิตพุทธี โลกนาถ นมิตวา ,
                                กุสลมุปจิต ยนเตนเตชสสเทน ,
                                วิลยมุปนยนตโรคทุพภิกขทุกขา ,
                                วิปุลสลิลธารา วสสิโน โหนตุ เมฆา.

คำแปลคาถาขอฝน

                                ๐ ข้าพเจ้าขอนมัสการเนืองๆ ด้วยเศียรเกล้า

                อันน้อมไปด้วยความเชื่อ ซึ่งพระทศพลสัมพุทธเจ้า

                ผู้อุดมเลิศ ทรงมีพระญาณหาที่สุดมิได้ ทรงเป็นผู้สูงสุดในหมู่สัตว์

                ทรงทนธารด้วยพระกรุณา เป็นที่รองรับสักการะ

                ไม่เป็นภาชนะแห่งกิเลสเครื่องยั่วยวน

                                ๐ ข้าพเจ้าขอนมัสการด้วยเศียรเกล้า

                ซึ่งพระสุคตเจ้าผู้แกล้วกล้า ผู้ทรงมีพระคุณไม่มีเขตคั่น

                ดังน่านน้ำ ทรงเป็นนักปราชญ์ผู้ปรีชา เปรียบด้วยแผ่นดิน

                ทรงมีพระธรรมกายมั่นคง ทรงถึงฝั่งแห่งสาคร

                อันเป็นแดนเกิดแห่งภัยคือภพ ทรงเป็นผู้ประเสริฐในหมู่ชน.

                                ๐ ข้าพเจ้าขอนมัสการด้วยเศียรเกล้า

                ซึ่งพระโลกนาถเจ้าผู้ทรงมีพระจักษุ 5 ดวง

                กระจ่างหาที่เปรียบมิได้ ซึ่งเป็นดวงตาอันเอกในโลก

                ทรงมีธรรมอันไม่แก่ไม่ตายเป็นแก่นสาร ซึ่งเป็นแก่น

                อันเอกในโลก ทรงเป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์

                ซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์อันเอกในโลก ทรงเป็นผู้สูงเด่น

                ทรงเป็นเอกในโลก ข้าพเจ้าขอนมัสการด้วยเศียรเกล้า

                ซึ่งพระโลกนาถเจ้าผู้ทรงปราศจากเหตุที่ควรดูหมิ่น ,

                ทรงเป็น ที่พึ่งของผู้อนาถาไม่มีประมาณ ผู้หมดจด ,

                ทรงมีพระเนตรอันหมดจดดีเป็นที่น่าอภิรมแห่งนัยน์ตา ,

                ทรงมีพระธรรมจักรเป็นเครื่องย่ำยีสงสารจักร

                ทรงมีพระอุรุสำหรับเที่ยวไปกำหนดด้วยจักร.

                                ๐ ข้าพเจ้าขอนอบน้อมนมัสการด้วยเศียรเกล้า ซึ่งพระโลกนาถเจ้า

                ผู้ทรงมียักษ์ คือ ความกำหนัดอันพระองค์ทรงห้ามเสียแล้ว

                ด้วยกำลังแห่งมนต์ คือ เนกขัมมะ

                ผู้มีไฟกองใหญ่ คือ ความโกรธ

                อันดับแล้วด้วยน้ำ คือ พระเมตตา

                ทรงมีความมืดมนใหญ่หลวง คือ โมหะอันขจัดแล้ว

                ด้วยประทีป คือ พระปัญญา ทรงเป็นดุจกองทอง

                อันเป็นประโยชน์แก่โลก.

                                ๐ ได้ทรงบรรลุสัมโพธิญาณ อันอุดมแล้ว ,

                ด้วยความกล่าวสัตย์นี้ ขอฝนจงตกตามฤดูกาล.

                พระบรมโลกนาถทรงมีพระกรุณาใหญ่

                ทรงยังพระบารมีทั้งสิ้นให้เต็มแล้ว ,

                เพื่อความเกื้อกูล แก่สัตว์ทั้งปวง

                ได้ทรงบรรลุสัมโพธิญาณอันอุดมแล้ว ,

                ด้วยความกล่าวสัตย์นี้ ขอฝนจงตกตามฐานะ.

                                ๐ อนึ่ง พระมหาเถระชื่อสุภูต

                มีกายล่ำสัน มีท้องพลุ้ย ,

                มีผิวดังนิล มีเดชมาก

                ด้วยเดชแห่ง พระมหาเถระนั้น

                พลาหกเทพบุตรทั้งหลายจงให้ฝนตกลงเถิด.

                                ๐ กุฏิทั้งหลายของเรามุงบังแล้ว อยู่สบาย กันลมได้ ,

                                ๐ ดูก่อนเทพบุตร

                ท่านจงให้ฝนตกตามสบายเถิด.จิตของเราตั้งมั่นดีพ้นแล้ว.

                เรามีความพากเพียร อยู่ ขอท่านจงให้ฝนตกเถิดเทพบุตรดังนี้.

                เราตามระลึกถึงธรรมของสัตบุรุษ แล้วคิดค้นอยู่ซึ่งอรรถอันยิ่ง ,

                ได้ทำสัจจกริยาใด เป็นธรรมมั่นคงยั่งยืนในโลก.

                เมื่อใดเราระลึงถึงตนได้ เมื่อใดเราถึงความเป็นผู้รู้เดียงสา ,

                เมื่อนั้นเรารู้ตัวอยู่ไม่ได้แกล้งเบียดเบียนสัตว์แม้แต่ตัวเดียว.

                ด้วยความกล่าวสัตย์นี้ ขอมหาเมฆจงให้ฝน ตกเถิด ,

                                ๐ ดูก่อนปชุนนเทพบุตร

                ท่านจงคำรามให้ฝนตกยังขุมทรัพย์ของกาให้ฉิบหาย.

                ท่านจงรุกรานกาเสีย ด้วยความโศก ,

                เมื่อความสัตย์อันประเสริฐเราได้ทำแล้ว

                ฝนได้ตกลงพร้อมสัจจกริยานั้น.

                ตกพักเดียว ทำที่ดอนและที่ลุ่มให้เต็ม ,

                เราอาศัยเดชและกำลังแห่งสัจจะ

                แล้วทำสัจจกริยาเห็นปานนี้ และความเพียรอันอุดม.

                ได้ยังมหาเมฆให้หลั่งฝนลงแล้ว ,

                สิ่งที่เสมอด้วยสัจจะของเราไม่มี นี้เป็นสัจจบารมีของเราดังนี้แล้ว.

                                ๐ ข้าพเจ้าขอนมัสการด้วยเศียรเกล้า

                ซึ่งพระโลกนาถเจ้าผู้ทรงเป็นสัทธรรมราชา

                ทรงมีธรรมเสนา อันไม่พ่ายแพ้

                ทรงผจญมารและเสนามารผู้เหี้ยมหาญ

                ด้วยเดชแห่งพระสัทธรรม มีพระสัทธรรมเทศนา

                อันกึกก้องดุจเภรีที่จูงใจ มีพระสัทธรรมอันอุดมเป็นมกุฏ.

                                ๐ ข้าพเจ้าขอนมัสการด้วยเศียรเกล้า

                ซึ่งพระโลกนาถเจ้าผู้ประกอบด้วยพระคุณทั้งสิ้น

                ปราศจาก มลทินพ้นโทษทั้งมวลกับทั้งวาสนา

                มีพระกายงดงามด้วยระเบียบรัศมี มีลักษณะอันรุ่งเรือง

                ซึ่งประดับไปด้วยรัศมีข้างละวา.

                                ๐ ข้าพเจ้าขอนมัสการด้วยเศียรเกล้า

                ซึ่งพระโลกนาถเจ้าผู้ทรงกำจัดปรวาทอันทำความมืดคลุ้ม

                ทั้งปวงด้วยแสง คือเทศนาที่พร่าออกจากดวงอาทิตย์ คือ ปัญญา

                มีกลุ่มแห่งเปลวไฟ คือ ทุกข์

                ซึ่งแผดเผาโลกอันพระองค์ป้องกันไว้ด้วยน้ำ คือ พระการูญ.

                                ๐ ข้าพเจ้าขอนมัสการด้วยเศียรเกล้า

                 ซึ่งพระโลกนาถเจ้าผู้ทรงกำหนดชนที่ควรตรัสรู้ทั้งสิ้น ,

                ด้วยพระญาณและพระกรุณาที่เกิดขึ้นอย่างว่องไว

                ผู้ทรงบำบัดทุกข์แล้วประทานสุขแก่สัตว์โลก

                หาผู้เปรียบปานมิได้ในโลก.

                                ๐ ข้าพเจ้าขอนมัสการด้วยเศียรเกล้า

                ซึ่งพระโลกนาถเจ้าผู้ทรงวลัย คือ พระรัศมีข้างละวา

                อันงามดุจแล่งศรของจอมสุรโยธิน มีช่อแห่งพระรัศมีที่พระอุณาโลม

                อันรุ่งเรืองดุจประกายฟ้าแลบ ทรงยังน้ำฝน คือธรรมให้เกิดมีข้าวกล้า

                คือความดีอันทรงนับแล้ว มีเมฆ คือ พระสัพพัญญูอันหาค่ามิได้.

                                ๐ ข้าพเจ้าขอนมัสการด้วยเศียรเกล้า

                ซึ่งพระทศพลเจ้าผู้มีอันยังบาปให้เร่าร้อนเป็นเบื้องหน้า

                ไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน มีความเกิดอันระงับโดยส่วนเดียว

                ผู้เป็นชนกแห่งสังฆรัตนะเป็นยอดของชน

                ทรงขจัดโทษเศร้าหมองทั้งปวงเสีย

                เป็นสรณะของชนทั้งหลาย เป็นใหญ่ในธรรมทั้งปวง.

                กุศลอันใด ที่ข้าพเจ้านมัสการพระสุคตโลกนาถเจ้า

                ผู้ทรงมีพระปัญญานับไม่ได้สร้าง

                สมไว้แล้วด้วยเดชอันกล้าแข็งแห่งกุศลนั้น

                ของโรคทุพภิกขภัย และทุกข์ทั้งหลายจงถึงความพินาศไป

                ขอเมฆอันมีสลิลธาราอันไพบูลย์จงยังให้ฝนตกลงเถิด. ฯ

                                      ._____________________________.

                                           เกณฑ์พิรุณศาสตร์ในตำราพรหมชาติ

๑. เกณฑ์พิรุณศาสตร์

                พิรุณศาสตร์ หมายถึง ความรู้เกี่ยวกับเรื่องดินฟ้าอากาศ โดยเฉพาะว่าด้วยเรื่องฝนตก ว่าปีนี้ฝนจะตกมากหรือน้อยเพียงไร เกจิอาจารย์ท่านวางมาตรฐานไว้อย่างนี้

                วิธีคิด ให้ตั้งจุลศักราช (จ.ศ.) ปีนั้นลงเอา 4 ลบ เอา 7 หาร เศษเทพเจ้าเป็นอธิบดี ภ.300 ห่า อ-ส 4 ห่า จ –ช 5 ห่า อ- ต 6 ห่า เอาจำนวนน้ำฝนตั้งลง เอาส่วนจัการวาล 4 หิมพานต์ 3 มหาสมุทร 2 มนุษย์โลก 1 บวกกันเป็น 1 มาหารเลขลัพธ์ ตั้ง 3 ฐาน เอา 4-3-2-1 คูณ ตามฐาน ก็จะรู้ว่าฝนจะตกในจักรวาลเท่านั้นห่า ในหิมพานต์ เท่านั้นห่า ในมหาสมุทรเท่านั้นห่า ในมนุษย์โลกเท่านั้นห่า

๒. เกณฑ์น้ำมาก – น้อย

                สิทธิการิยะ ถ้าจะดูน้ำ ให้ตั้งเกณฑ์ 84 ลง เอาจุลศักราชปีจะทำนั้นมาหารเศษ เป็นเกณฑ์ลง เอาอายุปีจะทำนั้นมาคูณ จึงเอา 16 หาร

                ถ้าเศษ ดังนี้ 1-2-3-4-5             น้ำน้อยแล
                “              6-7-8-9-10            น้ำปานกลาง
                “              11-12-13-14-15-16 น้ำมากแล

๓. เกณฑ์ธาราธิคุณ

                ธาราธิคุณ หมายถึง ประโยชน์จะได้จากฝนตก ว่าโลกจะมีน้ำมาก หรือน้อยเพียงไร
                วิธีคิด  ตั้งจุลศักราชของปีนั้นลงเอา 12 หาร เศษนับตั้งแต่พฤษภไปเท่าเศษ  กาไว้ ถ้าตก

                                ปฐวี        ทายว่า     น้ำพองาม
                                เตโช       “              น้ำน้อย อากาศร้อน
                                วาโย       “              น้ำน้อย  พายุจัด
                                อาโป      “              น้ำมาก เกิดน้ำท่วม

๔. เกณฑ์ธัญญาหาร

                ธัญญาหาร หมายถึง พืชพันธุ์ ข้าวปลาในโลกจะอุดมสมบูรณ์งอกงามดี หรือแห้งแล้งเสียหายอย่างไร

                วิธีคิด      ให้ตั้งจุลศักราชปีนั้นลงเอา 12 บวก เอา 7 หาร ถ้า

                                เศษ 1 ชื่อว่า ปาปะ  ข้าวกล้าในไร่นา จะได้ 1 ส่วน เสีย 10 ส่วน คนทั้งหลายจะตกทุกข์ได้ยากลำบากแค้น เพราะกันดารอาหารบ้าง จะฉิบหายเป็นอันมากแล
                                เศษ 6 ชื่อ ลาภะ ข้าวกล้าในนา จะได้ 10 ส่วน เสียเพียงส่วนเดียว ธัญญาหาร มังสาหารบริบูรณ์ ประชาชนทั้งหลายจะอยู่เย็นเป็นสุข
                                เศษ 2 เศษ 4 ชื่อ มัชฌิมา  ข้าวกล้าในไร่นาจะได้ครึ่งเสียครึ่ง โภชนาหารเป็นมัธยม ประชาชนทั้งหลาย จะคลายทุกข์ ได้สุขปานกลางแล
                                เศษ 3 เศษ 5 ชื่อ วิบัติ ข้าวกล้าในไร่นา จะเกิดกิมิชาติ คือ มีด้วงแมลงรบกวน ข้าวกล้า จะได้ผล 1 ส่วน เสีย 5 ส่วน บ้านเมืองจะเกิดยุทธสงคราม จะฆ่าฟันกัน จะนิราชจากกัน จะฉิบหายเป็นอันมากแล

๔. นาคให้น้ำ

                สิทธิการิยะ เกจิอาจารย์ ท่านพรรณนาไว้ ในปีหนึ่ง ๆ นั้น นาคให้น้ำไม่เท่ากัน ถ้าปีใดมีนาคให้น้ำเท่าไร เกณฑ์น้ำมากน้อย จะปรากฏดังนี้

                ปีชวด       นาคให้น้ำ  3  ตัว  ทายว่า ฝนแรกน้อย กลางงาม ปลายงามแล
                ปีฉลู        นาคให้น้ำ  6  ตัว  ทายว่า ฝนต้น  กลางปี  เสมอกันแล
                ปีขาล      นาคให้น้ำ  7  ตัว  ทายว่า ฝนต้นปีงาม  กลาง ปีน้อย ปลายปีมากแล
                ปีเถาะ     นาคให้น้ำ  2  ตัว  ทายว่า ฝนต้นปีน้อย กลางปีงาม และปลายปีอุดมดีแล
                ปีมะโรง   นาคให้น้ำ  3  ตัว  ทายว่า ฝนต้นปีมาก กลางปีงาม แต่ปลายปีน้อยแล
                ปีมะเส็ง  นาคให้น้ำ  5  ตัว  ทายว่า ฝนต้นปีมาก กลางปีงาม แต่ปลายปีน้อยแล
                ปีมะเมีย  นาคให้น้ำ  4  ตัว  ทายว่า ฝนต้นปีงาม กลางปีงาม และปลายปีก็งามแล
                ปีมะแม   นาคให้น้ำ  2  ตัว  ทายว่า ฝนต้น กลาง ปลายปีเสมอกันแล
                ปีวอก     นาคให้น้ำ  3  ตัว  ทายว่า ฝนต้นปีน้อย กลางปีงาม แต่ปลายปีมากแล
                ปีระกา    นาคให้น้ำ  3  ตัว  ทายว่า ฝนต้นปีน้อย กลางปีงาม แต่ปลายปีมากแล
                ปีจอ       นาคให้น้ำ  6  ตัว  ทายว่าฝนต้นปีน้อย กลางปีงาม แต่ปลายปีมากแล
                ปีกุน       นาคให้น้ำ  5  ตัว  ทายว่า ฝนต้นปีงาม กลางปีน้อย แต่ปลายปีมากแล

 
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: